4.พระมหากัปปินะ ตอนที่ 2 ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 14 - 17
4.พระมหากัปปินะ ตอนที่ 2
อมจฺจาปิ อตฺตโน อตฺตโน ภริยานํ ตเถว สาสนานิ ปหิณึสุ. ราชา วาณิชเก อุยฺโยเชตฺวา อมจฺจสหสฺสปริวุโต ตํขณญฺเญว นิกฺขมิ.
แม้ อ. อำมาตย์ ท. ส่งไปแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น ท. แก่ภรรยา ท. ของตน ๆ อย่างนั้น นั่นเทียว ฯ อ.พระราชา ทรงส่งไปแล้ว
ซึ่งพ่อค้า ท. ผู้อันพันแห่งอำมาตย์แวดล้อมแล้ว เสด็จออกไปแล้ว ในขณะนั้น นั่นเทียว ฯ
สตฺถาปิ ตํทิวสํ ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต มหากปฺปินราชานํ สปริวารํ ทิสฺวา “อยํ มหากปฺปิโน วาณิชกานํ สนฺติกา ติณฺณํ รตนานํ อุปฺปนฺนภาวํ สุตฺวา เตสํ วจนํ ตีหิ สตสหสฺเสหิ ปูเชตฺวา รชฺชํ ปหาย อมจฺจสหสฺสปริวุโต มํ อุทฺทิสฺส ปพฺพชิตุกาโม เสฺว นิกฺขมิสฺสติ, โส สปริวาโร สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิสฺสติ,
ในวันนั้น แม้ อ. พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระราชาพระนามว่ามหากัปปินะ ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ.พระเจ้ามหากัปปินะ นี้ ทรงสดับแล้ว ซึ่งความที่ แห่งรัตนะ ท. ๓ เกิดขึ้นแล้ว จากสำนัก ของพ่อค้า ท. ทรงบูชาแล้ว ซึ่งคำ ของพ่อค้า ท. เหล่านั้น ด้วยแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ ทรงละแล้ว ซึ่งความเป็นแห่งพระราชา ผู้อันพันแห่งอำมาตย์แวดล้อมแล้ว เป็นผู้ทรงใคร่เพื่ออันผนวช เจาะจง ซึ่งเรา (เป็น) จักเสด็จออกไป ในวันพรุ่ง, อ. พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร จักทรงบรรลุ ซึ่งพระอรหัต กับ ด้วยปฏิสัมภิทา ท.
ปจฺจุคฺคมนมสฺส กริสฺสามีติ ปุนทิวเส จกฺกวตฺติ วิย ขุทฺทกคามโภชกํ ปจฺจุคฺคจฺฉนฺโต สยเมว ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา วีสติโยชนสตมคฺคํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา จนฺทภาคาย นทิยา ตีเร นิโคฺรธ รุกฺขมูเล ฉพฺพณฺณรสฺมิโย วิสฺสชฺเชนฺโต นิสีทิ.
อ. เรา จักกระทำ ซึ่งการต้อนรับ แก่พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ดังนี้ ทรงถือเอาแล้ว ซึ่งบาตรและจีวร เองนั่นเทียว เสด็จต้อนรับแล้ว สิ้นหนทางมีร้อยแห่งโยชน์ ๒๐ เป็นประมาณ ราวกะ อ. พระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงต้อนรับอยู่ ซึ่งบุคคลผู้บริโภคซึ่งบ้านเล็ก ประทับนั่งทรงเปล่งอยู่แล้ว ซึ่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ท. ที่โคนแห่งต้นไทร ใกล้ฝั่งแห่งแม่นำ้ ชื่อว่าจันทภาคา ในวันรุ่งขึ้น ฯ
ราชาปิ อาคจฺฉนฺโต เอกํ นทึ ปตฺวา “กา นาเมสาติ ปุจฺฉิ. “อารวปจฺฉา นาม เทวาติ. “กิมสฺสา ปริมาณํ ตาตาติ. “คมฺภีรโต คาวุตํ, ปุถุลโต เทฺว คาวุตานิ เทวาติ.
แม้ อ. พระราชา เสด็จมาอยู่ เสด็จถึงแล้ว ซึ่งแม่นำ้ สายหนึ่ง ตรัสถามแล้ว ว่า อ. แม้น้ำนั่น ชื่อว่าอะไร ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. แม่นำ้นั่น) ชื่อว่าอารวปัจฉา ดังนี้ ฯ (อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่าดูก่อนพ่อ ท. อ. ปริมาณ แห่งแม่นำ้นั้น อย่างไร ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ สมมติเทพ อ. คาวุตหนึ่ง โดยส่วนลึก, อ.คาวุต ท. ๒ โดยส่วนกว้าง ดังนี้ ฯ
“อตฺถิ ปเนตฺถ นาวา วา อุฬุมฺโป วาติ. “นตฺถิ เทวาติ.
(อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ อ. เรือหรือ หรือว่า อ. แพ มีอยู่ ในแม่นำ้นี้หรือ ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. เรือหรือ หรือว่า อ. แพ) ย่อมไม่มี ดังนี้ ฯ
“นาวาทีนิ โอโลเกนฺตานํ อมฺหากํ ชาติ ชรํ อุปเนติ, ชรา มรณํ; อหํ นิพฺเพมติโก หุตฺวา ตีณิ รตนานิ อุทฺทิสฺส นิกฺขนฺโต, เตสํ อานุภาเวน อิทํ อุทกํ วิย มา อโหสีติ ติณฺณํ รตนานํ คุณํ อาวชฺเชตฺวา “อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธติ พุทฺธานุสฺสตึ อนุสฺสรนฺโต สปริวาโร อสฺสสหสฺเสน อุทกปิฏฺเฐ ปกฺขนฺทิ.
(อ. พระราชา) (ตรัสแล้ว) ว่าเมื่อเรา ท. แลดูอยู่ (ซึ่งพาหนะ ท.) มีเรือเป็นต้น อ. ชาติ ย่อมนำเข้าไป สู่ชรา, อ. ชรา (ย่อมนำเข้าไป) สู่มรณะ อ.เรา เป็นผู้ประกอบด้วยความเคลือบแคลงสงสัยออกแล้ว เป็น เป็นผู้ออกไปแล้ว เจาะจง ซึ่งรัตนะ ท. ๓ (ย่อมเป็น), อ. น้ำนี้ อย่าได้เป็นแล้ว ราวกะ อ. น้ำ ด้วยอานุภาพ แห่งรัตนะ ท. ๓ เหล่านั้น ดังนี้ ทรงใคร่ครวญแล้ว ซึ่งพระคุณ ของรัตนะ ท. ๓ ทรงตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งพุทธานุสสติ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ อ. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้แล้วด้วยดีโดยชอบ (ย่อมเป็น) ดังนี้เป็นต้น ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร เสด็จแล่นไปแล้ว บนหลังแห่งน้ำ ด้วยพันแห่งม้า ฯ
สินฺธวา ปิฏฺฐิปาสาเณ วิย ปกฺขนฺทึสุ. ขุรานํ อคฺคาเนว เตมึสุ. โส ตํ อุตฺตริตฺวา ปุรโต คจฺฉนฺโต อปรํปิ นทึ ทิสฺวา “อยํ กา นามาติ ปุจฺฉิ.
อ. ม้าสินธพ ท. แล่นไปแล้ว ราวกะว่า (แล่นไปอยู่) บนแผ่นหินมีหลัง ฯ อ. ปลาย ท. แห่งกลีบ ท. ไม่เปียกแล้วนั่นเทียว ฯ
อ. พระราชานั้น เสด็จข้ามขึ้นแล้ว ซึ่งแม่นำ้นั้น เสด็จไปอยู่ ข้างหน้า ทรงเห็นแล้ว ซึ่งแม่นำ้ แม้อื่นอีก ตรัสถามแล้ว ว่า
อ. แม่นำ้ นี้ ชื่อว่าอะไร ดังนี้ ฯ
“นีลวาหนา นาม เทวาติ. “กิมสฺสา ปริมาณนฺติ. “คมฺภีรโตปิ ปุถุลโตปิ อฑฺฒโยชนํ เทวาติ.
(อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. แม่นำ้นี้) ชื่อว่านีลวาหนา ดังนี้ ฯ (อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ. ปริมาณ แห่งแม่นำ้นั้น อย่างไร ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ.กึ่งแห่งโยชน์ โดยส่วนลึกบ้าง โดยส่วนกว้างบ้าง ดังนี้ ฯ
เสสํ ปุริมสทิสเมว. ตํ ปน นทึ ทิสฺวา “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโมติ ธมฺมานุสฺสตึ อนุสฺสรนฺโต ปกฺขนฺทิ.
อ. คำที่เหลือ เป็นเช่นกับด้วยคำมีในก่อนนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ฯ ก็ (อ. พระราชา) ทรงเห็นแล้ว ซึ่งแม่นำ้ นั้น ทรงตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งธรรมานุสสติ ว่า อ. พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว ดังนี้เป็นต้น เสด็จแล่นไปแล้ว ฯ
ตํปิ นทึ อติกฺกมิตฺวา อปรํปิ นทึ ทิสฺวา “อยํ กา นามาติ ปุจฺฉิ. “จนฺทภาคา นาม เทวาติ.
(อ. พระราชา) ครั้นเสด็จก้าวล่วงแล้ว ซึ่งแม่นำ้ แม้นั้น ทรงเห็นแล้ว ซึ่งแม่นำ้ แม้อื่นอีก ตรัสถามแล้ว ว่า อ. แม่นำ้ นี้
ชื่อว่าอะไร ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. แม่นำ้) นี้ ชื่อว่าจันทภาคา ดังนี้ ฯ
“กิมสฺสา ปริมาณนฺติ. “คมฺภีรโตปิ ปุถุลโตปิ โยชนํ เทวาติ. เสสํ ปุริมสทิสเมว. อิมํ ปน นทึ ทิสฺวา “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆติ สงฺฆานุสฺสตึ อนุสฺสรนฺโต ปกฺขนฺทิ.
(อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ.ปริมาณ แห่งแม่นำ้นั้น อย่างไร ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูแล้ว) ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. โยชน์ โดยส่วนลึกบ้าง โดยส่วนกว้างบ้าง ดังนี้ ฯ อ. คำที่เหลือ เป็นเช่นกับด้วยคำมีในก่อนนั่นเทียว (ย่อมเป็น) ฯ ส่วนว่า (อ. พระราชา) ทรงเห็นแล้ว ซึ่งแม่นำ้ นี้ ทรงตามระลึกถึงอยู่ ซึ่งสังฆานุสสติ ว่า อ. หมู่แห่งสาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้เป็นต้น เสด็จแล่นไปแล้ว ฯ
ตํ ปน นทึ อติกฺกมิตฺวา คจฺฉนฺโต สตฺถุ สรีรโต ฉพฺพณฺณรสฺมิโย อทฺทส. นิโคฺรธรุกฺขสฺส สาขาวิฏปปลาสานิ โสวณฺณมยานิ วิย อเหสุํ.
ก็ (อ. พระราชา) เมื่อ ทรงก้าวล่วง ซึ่งแม่นำ้นั้น เสด็จไป ได้ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ท. จากพระสรีระ
ของพระศาสดา ฯ อ.กิ่งและคาคบและใบ ท. ของต้นไทร เป็นราวกะว่าสำเร็จแล้วด้วยทอง ได้เป็นแล้ว ฯ
ราชา จินฺเตสิ “อยํ โอภาโส เนว จนฺทสฺส, น สุริยสฺส, น เทวมารพฺรหฺมนาคสุปณฺณาทีนํ อญฺญตรสฺส อทฺธา สตฺถารํ อุทฺทิสฺส อาคจฺฉนฺโต มหาโคตมพุทฺเธน ทิฏฺโฐ ภวิสฺสามีติ.
อ. พระราชา ทรงดำริแล้ว ว่า อ. แสงสว่างนี้ (เป็นแสงสว่าง) ของพระจันทร์ (ย่อมเป็น) หามิได้นั่นเทียว, (อ. แสงสว่างนี้
เป็นแสงสว่าง) ของพระอาทิตย์ (ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.แสงสว่างนี้ เป็นแสงสว่าง) (แห่งอมนุษย์ ท.) มีเทพและมาร และพรหมและนาคและครุฑเป็นต้น หนา (ของอมนุษย์) ตนใดตนหนึ่ง (ย่อมเป็น) หามิได้ ; อ. เรา เจาะจง ซึ่งพระศาสดา มาอยู่
เป็นผู้อันพระพุทธเจ้าผู้มหาโคดม ทรงเห็นแล้ว จักเป็น แน่แท้ ดังนี้ ฯ
โส ตาวเทว อสฺสปิฏฺฐิโต โอตริตฺวา โอนตสรีโร รสฺมีนํ อนุสาเรน สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา มโนสิลารเส นิมุชฺชนฺโต วิย พุทฺธรสฺมีนํ อนฺโต ปวิสิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ สทฺธึ อมจฺจสหสฺเสน. สตฺถา อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ.
อ. พระราชานั้น เสด็จข้ามลงแล้ว จากหลังแห่งม้า ในขณะนั้นนั่นเทียว ทรงมีพระสรีระอันน้อมลงแล้ว เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว
ซึ่งพระศาสดา ตามแนว แห่งพระรัศมี ท. เสด็จเข้าไปแล้ว ในภายใน แห่งพระพุทธรัศมี ท. ราวกะว่าทรงดำลงอยู่
ในรสแห่งมโนศิลา ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง กับ ด้วยพันแห่ง อำมาตย์ ฯ อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ฯ
เทสนาวสาเน ราชา สปริวาโร โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ. อถ สพฺเพว อุฏฺฐหิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจึสุ.
ในกาลเป็น ที่สุดลงแห่งเทศนา อ. พระราชา ผู้ทรงเป็นไปกับด้วยบริวาร ทรงตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล ฯ ครั้งนั้น อ. ชน ท. ทั้งปวงเทียว ลุกขึ้นแล้ว ทูลขอแล้ว ซึ่งการบรรพชา ฯ
สตฺถา “อาคมิสฺสติ นุ โข อิเมสํ กุลปุตฺตานํ อิทฺธิมยปตฺตจีวรนฺติ อุปธาเรนฺโต “อิเม กุลปุตฺตา ปจฺเจกพุทฺธสหสฺสสฺส จีวรสหสฺสํ อทํสุ, กสฺสปพุทฺธกาเล วีสติยา ภิกฺขุสหสฺสานํปิ วีสติ จีวรสหสฺสานิ อทํสุ,
อ. พระศาสดา ทรงใคร่ครวญอยู่ ว่า อ. บาตรและจีวรอันสำเร็จแล้ว ด้วยฤทธิ์ จักมา แก่กุลบุตร ท. เหล่านี้ หรือหนอ แล ดังนี้ ทรงทราบแล้ว ว่า อ. กุลบุตร ท. เหล่านี้ ได้ถวายแล้ว ซึ่งพันแห่งจีวร แก่พันแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า, ได้ถวายแล้ว
ซึ่งพันแห่งจีวร ท. ๒๐ แม้แก่พันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ,
อนจฺฉริยํ อิเมสํ อิทฺธิมยปตฺตจีวราคมนนฺติ ตฺวา ทกฺขิณหตฺถํ ปสาเรตฺวา “เอถ ภิกฺขโว, จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ อาห. เต ตาวเทว อฏฺฐปริกฺขารธรา วสฺสสติกตฺเถรา วิย หุตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา
ปจฺโจโรหิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ.
อ. การมาแห่งบาตรและจีวร อันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ เพื่อกุลบุตร ท. เหล่านี้ ไม่น่าอัศจรรย์ ดังนี้ ทรงเหยียดออกแล้ว ซึ่งพระหัตถ์เบื้องขวา ตรัสแล้ว ว่า อ. ท่าน ท. เป็นภิกษุ (เป็น) จงมาเถิด, อ. ท่าน ท. จงประพฤติ ซึ่งพรหมจรรย์ เพื่ออันกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ โดยชอบ ดังนี้ ฯ อ.กุลบุตร ท. เหล่านั้น เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ เป็นราวกะว่าพระเถระผู้มีร้อยแห่งกาลฝน เป็น ในขณะนั้นนั่นเทียว เหาะขึ้นไปแล้ว สู่ฟ้า กลับลงแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระศาสดา นั่งแล้ว ฯ
เตปิ วาณิชกา ราชกุลํ คนฺตฺวา รญฺญา ปหิตสาสนํ อาโรจาเปตฺวา, เทวิยา. “อาคจฺฉนฺตูติ วุตฺเต, ปวิสิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ. อถ เน เทวี ปุจฺฉิ “ตาตา กึการณา อาคตตฺถาติ.
อ. พ่อค้า ท. แม้เหล่านั้น ไปแล้ว สู่ราชตระกูล ยังบุคคลให้กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น อันพระราชา ทรงส่งไปแล้ว, (ครั้นเมื่อพระดำรัส) ว่า (อ. พ่อค้า ท.) จงมาเถิด ดังนี้ อันพระเทวี ตรัสแล้ว, เข้าไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนแล้ว ณ ที่สุดแห่งหนึ่ง ฯ ครั้งนั้น อ. พระเทวี ตรัสถามแล้ว ซึ่งพ่อค้า ท. เหล่านั้น ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. ท่าน ท. เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น เพราะเหตุอะไร ดังนี้ ฯ
“มยํ รญฺญา ตุมฺหากํ สนฺติกํ ปหิตา, ตีณิ กิร โน สตสหสฺสานิ เทถาติ.
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า อ. ข้าพระองค์ ท. เป็นผู้อันพระราชา ทรงส่งไปแล้ว สู่สำนัก ของพระองค์ ท.
(ย่อมเป็น), ได้ยินว่า อ. พระองค์ ท. ขอจงพระราชทาน ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ แก่ข้าพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ
“ตาตา อติพหุํ ภณถ, กึ ตุมฺเหหิ รญฺโญ กตํ, กิสฺมึ โว ราชา ปสนฺโน เอตฺตกํ ธนํ ทาเปสีติ.
(อ. พระเทวี ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. ท่าน ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอันมากเกิน, อ. กรรม อะไร อันท่าน ท. กระทำแล้ว
แก่พระราชา, อ. พระราชา ทรงเลื่อมใสแล้ว ต่อท่าน ท. ในเพราะเหตุอะไร (ทรงยังเรา) ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งทรัพย์ มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ ฯ
“เทวิ น อญฺญํ กิญฺจิ กตํ, รญฺโญ ปน สาสนํ อาโรจยิมฺหาติ. “สกฺกา ปน ตาตา มยฺหํปิ อาโรเจตุนฺติ. “สกฺกา เทวีติ.
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ. กรรม อะไร ๆ อื่น (อันข้าพระองค์ ท.) ไม่กระทำแล้ว, แต่ว่า อ. ข้าพระองค์ ท. กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น แก่พระราชา ดังนี้ ฯ (อ. พระเทวี ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ก็ (อันท่าน ท.) อาจ เพื่ออันบอก แม้แก่เราหรือ ดงนี้ ฯ (อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี (อันข้าพระองค์ ท.) อาจ (เพื่ออันกราบทูล แก่พระองค์ ท.) ดังนี้ ฯ
“เตนหิ ตาตา วเทถาติ. “เทวิ พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโนติ. สาปิ ตํ สุตฺวา ปุริมนเยเนว ปีติยา ผุฏฺฐสรีรา ติกฺขตฺตุํ กิญฺจิ อสลฺลกฺเขตฺวา จตุตฺถวาเร “พุทฺโธติ ปทํ สุตฺวา “ตาตา อิมสฺมึ ปเท รญฺญา กึ ทินฺนนฺติ. “สตสหสสํ เทวีติ.
(อ. พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. ถ้าอย่างนั้น อ. ท่าน ท. จงบอก ดังนี้ ฯ (อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ. พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ในโลก ดังนี้ ฯ อ. พระเทวีแม้นั้น ทรงสดับแล้ว ซึ่งคำนั้น ทรงมีพระสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว ตามนัยมีในก่อนนั่นเทียว ไม่ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งคำ อะไร ๆ ๓ ครั้ง ทรงสดับแล้ว ซึ่งบท ว่า อ. พระพุทธเจ้า ดังนี้ ในวาระ ที่ ๔ (ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. อะไร อันพระราชา พระราชาทานแล้ว ในเพราะบท นี้ ดังนี้ ฯ (อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระเทวี อ.แสนแห่งทรัพย์ (อันพระราชา พระราชทานแล้ว ในเพราะบทนี้ ) ดังนี้ ฯ
“ตาตา นานุจฺฉวิกํ รญฺญา กตํ เอวรูปํ สาสนํ สุตฺวา ตุมฺหากํ สตสหสฺสํ ททมาเนน, อหํ หิ โว มม ทุคฺคตปณฺณากาเร ตีณิ สตสหสฺสานิ ทมฺมิ, อปรํ ตุมฺเหหิ กึ อาโรจิตนฺติ.
(อ.พระเทวี ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. กรรมอันสมควร อันพระราชา ผู้เมื่อ ทรงสดับแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น มีอย่างนี้เป็นรูป พระราชทาน ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ แก่ท่าน ท. ทรงกระทำแล้ว หามิได้, ก็ อ. เรา จะให้ ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ ในเพราะบรรณาการแห่งบุคคลผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ของเรา แก่ท่าน ท., อ.ข่าวสาส์นอะไร อื่นอีก อันท่าน ท. กราบทูลแล้ว ดังนี้ ฯ
“อิทญฺจิทญฺจาติ อปรานิปิ เทฺว สาสนานิ อาโรเจสุํ. เทวี ปุริมนเยเนว ปีติยา ผุฏฺฐสรีรา ติกฺขตฺตุํ กิญฺจิ อสลฺลกฺเขตฺวา จตุตฺถวาเร ตเถว สุตฺวา ตีณิ ตีณิ สตสหสฺสานิ ทาเปสิ. เอวํ เต สพฺพานิ ทฺวาทส สตสหสฺสานิ ลภึสุ.
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว ซึ่งข่าวสาส์น ท. ๒ แม้เหล่าอื่นอีก ว่า อ. ข่าวสาส์น นี้ด้วย ๆ ดังนี้ ฯ อ.พระเทวี ทรงมีพระสรีระ อันปีติ ถูกต้องแล้ว ตามนัยมีในก่อนนั่นเทียว ไม่ทรงกำหนดแล้ว ซึ่งคำ อะไร ๆ ๓ ครั้ง ทรงสดับแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว ในวาระที่ ๔ (ทรงยังบุคคล)ให้พระราชทานแล้ว ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. สามๆ ฯ อ.พ่อค้า ท. เหล่านั้น ได้แล้ว
ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๑๒ ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้ ฯ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น