1.ราธตฺเถรวตฺถุ เรื่องพระราธเถระ และอสฺสชิปุนพฺพสุกวตฺถุ. ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 1 - 6

 

1.พระราธะ

ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 1 - 4 บันทึกเสียงโดย อ.สุเทพ นากุดนอก

๖. ปณฺฑิตวคฺควณฺณนา                                        
๖.อ.กถาเป็นเครื่องพรรณนาซึ่งเนื้อความแห่งวรรค
อันบัณฑิตกำหนดแล้วด้วยบัณฑิต 
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ            

๑. ราธตฺเถรวตฺถุ. (๖๐)                                       
 “นิธีนํว   ปวตฺตารนฺติ    อิมํ    ธมฺมเทสนํ   สตฺถา   เชตวเน   วิหรนฺโต อายสฺมนฺตํ ราธํ อารพฺภ กเถสิ.  
๑. อ.เรื่องแห่งพระเถระชื่อว่าราธะ
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ
อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งพระราธะ ผู้มีอายุ ตรัสแล้ว  ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า นิธีนํว ปวตฺตารํ ดังนี้เป็นต้น ฯ

โส กิร คิหิกาเล สาวตฺถิยํ ทุคฺคตพฺราหฺมโณ อโหสิ .
ได้ยินว่า อ. พระราธะนั้น เป็นพราหมณ์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อว่าสาวัตถี ในกาลแห่งตนเป็นคฤหัสถ์ ฯ

โส    “ภิกฺขูนํ   สนฺติเก   ชีวิสฺสามีติ    จินฺเตตฺวา   วิหารํ   คนฺตฺวา   อปหริตํ    กโรนฺโต   ปริเวณํ   สมฺมชฺชนฺโต   มุขโธวนาทีนิ   ททนฺโต  วิหาเร   วสิ.   ภิกฺขูปิ  นํ  สงฺคณฺหึสุ,  ปพฺพาเชตุํ  ปน  น  อิจฺฉนฺติ.     โส ปพฺพชฺชํ อลภมาโน กิโส อโหสิ.    
อ. พราหมณ์นั้น คิดแล้ว ว่า อ. เรา จักเป็นอยู่ ในสำนัก ของภิกษุ ท. ดังนี้ ไปแล้ว สู่วิหาร กระทำอยู่ (ซึ่งที่) ให้เป็นที่มี ของเขียวไปปราศแล้ว กวาดอยู่ ซึ่งบริเวณ ถวายอยู่ (ซึ่งวัตถุ ท.) มีน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งหน้าเป็นต้น อยู่แล้ว ในวิหาร ฯ แม้ อ.ภิกษุ ท. สงเคราะห์แล้ว ซึ่งพราหมณ์นั้น, แต่ว่า (อ.ภิกษุ ท.) ย่อมไม่ปรารถนา เพื่ออัน (ยังพราหมณ์นั้น) ให้บวช ฯ อ.พราหมณ์นั้น เมื่อไม่ได้ ซึ่งการบวช เป็นผู้ผอม ได้เป็นแล้ว ฯ

อเถกทิวสํ สตฺถา ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต ตํ พฺราหฺมณํ ทิสฺวา “กินฺนุ โขติ อุปธาเรนฺโต “อรหา ภวิสฺสตีติ ญตฺวา สายณฺหสมเย วิหารจาริกํ จรนฺโต วิย พฺราหฺมณสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา “พฺราหฺมณ กึ กโรนฺโต วิจรสีติ อาห.
ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ. พระศาสดา ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ในกาลอันขจัดเฉพาะซึ่งมืด ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพราหมณ์ นั้น ทรงใคร่ครวญอยู่ ว่า (อ.เหตุ) อะไร หนอ แล (จักมี) ดังนี้ ทรงทราบแล้ว ว่า (อ. พราหมณ์นั้น) เป็นพระอรหันต์ จักเป็น ดังนี้ เป็นราวกะว่าเสด็จเที่ยวไปอยู่ สู่ที่จาริกในวิหาร (เป็น) เสด็จไปแล้ว สู่สำนัก ของพราหมณ์ ในสมัยเป็นที่สิ้นไปแห่งวัน ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนพราหมณ์ อ. เธอ ย่อมเที่ยวกระทำอยู่ ซึ่งกรรมอะไร ดังนี้ ฯ

“ภิกฺขูนํ วตฺตปฺปฏิวตฺตํ กโรมิ ภนฺเตติ อาห. “ลภสิ เตสํ สนฺติกา สงฺคหนฺติ.
(อ.พราหมณ์) กราบทูลแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ ย่อมกระทำ ซึ่งวัตรและวัตรตอบ แก่ภิกษุ ท. ดังนี้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า อ. เธอ ย่อมได้ ซึ่งการสงเคราะห์ จากสำนัก ของภิกษุ ท. เหล่านั้นหรือ ดังนี้ ฯ

“อาม ภนฺเต, อาหารมตฺตํ ลภามิ, น ปน มํ ปพฺพาเชนฺตีติ.
(อ.พราหมณ์ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า (อ. อย่างนั้น), อ. ข้าพระองค์ ย่อมได้ (ซึ่งโภชนะ) สักว่าอาหาร, แต่ว่า (อ.ภิกษุ ท.) ย่อมไม่ยังข้าพระองค์ให้บวช ดังนี้ ฯ

สตฺถา เอตสฺมึ นิทาเน ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ตมตฺถํ ปุจฺฉิตฺวา “ภิกฺขเว อตฺถิ โกจิ อิมสฺส พฺราหฺมณสฺส อธิการํ สรนฺโตติ ปุจฺฉิ. สารีปุตฺตตฺเถโร “อหํ ภนฺเต สรามิ,
อ.พระศาสดา ทรงยังหมู่แห่งภิกษุ ให้ประชุมกันแล้ว ในเพราะเหตุนั่น ตรัสถามแล้ว ซึ่งเนื้อความนั้น ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. อ. ใคร ๆ ระลึกถึงอยู่ ซึ่งคุณอันบุคคลพึงกระทำยิ่ง ของพราหมณ์นี้ มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ อ. พระเถระชื่อว่าสารีบุตร กราบทูลแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. ข้าพระองค์ ย่อมระลึกได้,

อยํ เม ราชคเห ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส อตฺตโน อภิหฏํ กฏจฺฉุภิกฺขํ ทาเปสิ, อิมสฺสาหํ อธิการํ สรามีติ อาห. โส, สตฺถารา “กึ ปน เต สารีปุตฺต เอวํ กโตปการํ ทุกฺขโต โมเจตุํ น วฏฺฏตีติ วุตฺเต, “สาธุ ภนฺเต, ปพฺพาเชสฺสามีติ ตํ พฺราหฺมณํ ปพฺพาเชสิ.
อ.พราหมณ์นี้ (ยังบุคคล) ให้ถวายแล้ว ซึ่งภิกษามีทัพพีหนึ่งเป็นประมาณ (อันบุคคล) นำไปเฉพาะแล้ว เพื่อตน แก่ข้าพระองค์ ผู้เที่ยวไปอยู่ เพื่อบิณฑะ ในเมืองชื่อว่า ราชคฤห์, อ. ข้าพระองค์ ย่อมระลึกถึง ซึ่งคุณอันบุคคลพึงกระทำยิ่ง ของพราหมณ์นี้ ดังนี้ ฯ อ.พระเถระ ชื่อว่าสารีบุตรนั้น, (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็ อ. อัน อันเธอ เปลื้อง (ซึ่งพราหมณ์) ผู้มีอุปการะอันกระทำแล้ว อย่างนี้ จากทุกข์ ย่อมไม่ควร หรือ ดังนี้ อันพระศาสดา ตรัสแล้ว, (กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. ดีละ, อ. ข้าพระองค์ (ยังพราหมณ์นั้น) จักให้บวช ดังนี้ ยังพราหมณ์นั้น ให้บวชแล้ว ฯ

ตสฺส    ภตฺตคฺเค   อาสนปริยนฺเต   อาสนํ   ปาปุณาติ,  ยาคุภตฺตาทีหิ  กิลมติ.      เถโร  ตํ  อาทาย  จาริกํ   ปกฺกามิ,   อภิกฺขณํ  นํ   “อิทนฺเต  กตฺตพฺพํ,   อิทนฺเต   น   กตฺตพฺพนฺติ   โอวทิ   อนุสาสิ. 
อ.อาสนะ ในที่สุดรอบแห่งอาสนะ ในโรงแห่งภัตร ย่อมถึง แก่ภิกษุชื่อว่าราธะนั้น, (อ.ภิกษุชื่อว่าราธะนั้น) ย่อมลำบาก (ด้วยวัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น ฯ อ. พระเถระ พาเอา ซึ่งภิกษุชื่อว่าราธะนั้น หลีกไปแล้ว สู่ที่จาริก กล่าวสอนแล้ว ตามสอนแล้ว ซึ่งภิกษุชื่อว่าราธะนั้น เนือง ๆ ว่า อ. กรรมนี้ อันเธอ พึงกระทำ, อ.กรรมนี้ อันเธอ ไม่พึงกระทำ ดังนี้ ฯ

โส สุวโจ อโหสิ ปทกฺขิณคฺคาหี; ตสฺมา ยถานุสิฏฺฐํ ปฏิปชฺชมาโน กติปาเหเนว อรหตฺตํ ปาปุณิ. เถโร ตํ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทิ.
อ.ภิกษุชื่อว่าราธะนั้น เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยง่าย เป็นผู้รับซึ่งโอวาทโดยเบื้องขวาโดยปกติ ได้เป็นแล้ว ; เพราะเหตุนั้น (อ. ภิกษุชื่อว่าราธะนั้น) ปฏิบัติอยู่ ตามคำอันพระเถระพร่ำสอนแล้ว บรรลุแล้ว ซึ่งพระอรหัต โดยวันเล็กน้อยนั่นเทียว ฯ อ. พระเถระ พาเอา ซึ่งภิกษุชื่อว่าราธะนั้น ไปแล้ว สู่สำนัก ของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งแล้ว ฯ

อถ นํ สตฺถา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อาห “สุวโจ นุ โข เต สารีปุตฺต อนฺเตวาสิโกติ, “อาม ภนฺเต, อติวิย สุวโจ, กิสฺมิญฺจิ โทเส วุจฺจมาเนปิ, น กุทฺธปุพฺโพติ.
*ก.๑* ครั้งนั้น อ.พระศาสดา ทรงกระทำแล้ว ซึ่งปฏิสันถาร ตรัสแล้ว กะพระเถระนั้น ว่า ดูก่อนสารีบุตร อ. อันเตวาสิก ของเธอ เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยง่ายหรือ หนอแล (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ (อ. พระเถระนั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า อ.อันเตวาสิก ของข้าพระองค์ เป็นผู้อันบุคคล พึงว่าได้โดยง่าย เกินเปรียบ (ย่อมเป็น) , ครั้นเมื่อโทษอะไร ๆ แม้อันข้าพระองค์ กล่าวอยู่, (อ.อันเตวาสิกนั้น) เป็นผู้เคยโกรธแล้ว (ย่อมเป็น) หามิได้ ดังนี้ ฯ

“สารีปุตฺต เอวรูเป สทฺธิวิหาริเก ลภมาโน กิตฺตเก คณฺเหยฺยาสีติ. “ภนฺเต พหุเกปิ คเหยฺยาเมวาติ.
(อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) ว่า ดูก่อนสารีบุตร อ. เธอ เมื่อได้ ซึ่งสัทธิวิหาริก ท. มีอย่างนี้เป็นรูป พึงรับ ซึ่งสัทธิวิหาริก ท. มีประมาณเท่าไร ดังนี้ ฯ (อ. พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. ข้าพระองค์ พึงรับ ซึ่งสัทธิวิหาริก ท. แม้มากนั่นเทียว ดังนี้ ฯ

อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ “สารีปุตฺตตฺเถโร กิร กตญฺญู กตเวที กฏจฺฉุภิกฺขามตฺตํ อุปการํ สริตฺวา ทุคฺคตพฺราหฺมณํ ปพฺพาเชสิ; ราธตฺเถโรปิ โอวาทกฺขโม โอวาทกฺขมเมว ลภีติ.
ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ. ภิกษุ ท. ยังวาจาเป็นเครื่องกล่าว ให้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในโรงเป็นที่กล่าว กับด้วยการแสดงซึ่งธรรม ว่า ได้ยินว่า อ. พระเถระชื่อว่าสารีบุตร เป็นผู้กตัญญู เป็นผู้กตเวที (เป็น) ระลึกถึงแล้ว    ซึ่งอุปการะ มีภิกษามีทัพพีหนึ่งเป็นประมาณ ยังพราหมณ์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ให้บวชแล้ว ;  แม้ อ. พระเถระชื่อว่าราธะ    เป็นผู้อดทนต่อโอวาท   (เป็น)  ได้แล้ว (ซึ่งอาจารย์) ผู้อดทน   ต่อโอวาทนั่นเทียว   ดังนี้ ฯ 

สตฺถา เตสํ กถํ สุตฺวา “น ภิกฺขเว อิทาเนว, ปุพฺเพปิ สารีปุตฺโต กตญฺญู กตเวทีเยวาติ วตฺวา ตมตฺถํ ปกาเสตุํ
อ. พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งวาจาเป็นเครื่องกล่าว ของภิกษุ ท.เหล่านั้น ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. (อ. สารีบุตร เป็นผู้กตัญญู เป็นผู้ กตเวที ย่อมเป็น) ในกาลนี้นั่นเทียว หามิได้, อ. สารีบุตร เป็นผู้กตัญญู เป็นผู้กตเวทีนั่นเทียว (ได้เป็นแล้ว) แม้ในกาลก่อน ดังนี้

อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ปหฏฺฐา มหตี จมู โกสลํ เสนาสนฺตุฏฺฐ ชีวคฺคาหํ อคาหยิ; เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโน ภิกฺขุ อารทฺธวีริโย ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ อิมํ ทุกนิปาเต อลีนจิตฺตชาตกํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิ.
ตรัสแล้ว ซึ่งอลีนจิตตชาดก ในทุกนิบาต นี้ ว่า
อ. เสนา หมู่ใหญ่ ร่าเริงทั่วแล้ว เพราะอาศัย ซึ่งพระราชกุมารพระนามว่า  
อลีนจิตตะ ได้ (ยังช้าง) ให้จับแล้ว ซึ่งพระราชาพระนามว่าโกศล 
ผู้ไม่ทรง ยินดีพร้อมแล้ว(ด้วยความเป็นแห่งพระราชา) อันเป็นของพระองค์ ให้จับเป็น;
อ. ภิกษุ  ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยนิสสัย อย่างนี้ ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว
ยังธรรมอันเป็นกุศล ให้เจริญอยู่ เพื่อการบรรลุ (ซึ่งธรรม) อันเป็นแดนเกษม จากโยคะ
พึงบรรลุ (ซึ่งธรรม) อันเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง โดยลำดับ

ดังนี้ ให้พิสดาร เพื่ออันประกาศ ซึ่งเนื้อความ นั้น ฯ * 

ตทา กิร วฑฺฒกีหิ ปาทสฺส อโรคกรณภาเวน กตํ อตฺตโน อุปการํ ญตฺวา สพฺพเสตสฺส หตฺถิโปตกสฺส ทายโก เอกจาริโก หตฺถี สารีปุตฺตตฺเถโร อโหสิ.
ได้ยินว่า อ. ช้าง ตัวมีอันเที่ยวไปผู้เดียว เป็นปกติ ตัวรู้แล้ว ซึ่งอุปการะ แก่ตน อันช่างไม้ ท. กระทำแล้ว โดยความเป็นคืออันกระทำซึ่งเท้า ให้เป็นอวัยวะไม่มีโรค ให้ ซึ่งช้างผู้ลูกน้อย ตัวมีอวัยวะทั้งปวงขาว ในกาลนั้น เป็นพระเถระชื่อว่าสารีบุตร ได้เป็นแล้ว (ในกาลนี้) ฯ  

เอวํ   เถรํ  อารพฺภ  ชาตกํ  กเถตฺวา  ราธตฺเถรํ  อารพฺภ      “ภิกฺขเว   ภิกฺขุนา   นาม   ราเธน   วิย   
สุวเจน  ภวิตพฺพํ, โทสํ  ทสฺเสตฺวา   โอวทิยมาเนนปิ   น   กุชฺฌิตพฺพํ;   
(อ. พระศาสดา) ครั้นตรัสแล้ว ซึ่งชาดก ทรงปรารภ ซึ่งพระเถระ อย่างนี้ ทรงปรารภ ซึ่งพระเถระชื่อว่าราธะ ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนภิกษุ ท. ชื่อ อันภิกษุ เป็นผู้อันบุคคลพึงว่าได้โดยง่าย ราวกะว่าราธะ พึงเป็น, แม้ผู้ (อันบุคคล) แสดงแล้วซึ่งโทษ  กล่าวสอนอยู่  ไม่พึงโกรธ;  

โอวาททายโก   ปน    นิธิอาจิกฺขนโก   วิย   ทฏฐพฺโพติ   วตฺวา   อนุสนฺธึ   ฆเฏตฺวา  ธมฺมํ  เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห   
อนึ่ง (อ. บุคคล)  ผู้ให้ซึ่งโอวาท (อันภิกษุ)  พึงเห็น ราวกะ (อ.บุคคล) ผู้บอกซึ่งขุมทรัพย์ ดังนี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดง ซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า

 “นิธีนํว ปวตฺตารํ       ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ                           
         นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ,   ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช,                            
         ตาทิสํ ภชมานสฺส      เสยฺโย โหติ น ปาปิโยติ.                          
(อ.บุคคล) พึงเห็น (ซึ่งบุคคล) ใด ผู้แสดงซึ่งโทษโดยปกติ 
ผู้กล่าวข่มโดยปกติ ผู้มีปัญญา เพียงดังว่า (บุคคล) ผู้บอก ซึ่งขุมทรัพย์ ท., 
(อ. บุคคล) พึงคบ ซึ่งบัณฑิต ผู้เช่นกับด้วยบุคคลนั้น, (เพราะว่า) (เมื่อบุคคล) 
คบอยู่ (ซึ่งบัณฑิต)  ผู้เช่นนั้น (อ. คุณ) อันประเสริฐกว่า ย่อมมี 
(อ. โทษ) อันลามกกว่า (ย่อมมี)   หามิได้ ดังนี้ ฯ

ตตฺถ     “นิธีนนฺติ:     ตตฺถ    ตตฺถ    นิทหิตฺวา    ฐปิตานํ    หิรญฺญสุวณฺณาทิปูรานํ   นิธิกุมฺภีนํ.  
(อ. อรรถ) ว่า ซึ่งหม้อแห่งขุมทรัพย์ ท. อันเต็มด้วยรัตนะมีเงินและทองเป็นต้น (อันบุคคล)  ฝัง ตั้งไว้แล้ว ในที่นั้น ๆ (ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบท) ว่า นิธีนํ ดังนี้ ฯ

ปวตฺตารนฺติ: กิจฺฉชีวิเก ทุคฺคตมนุสฺเส อนุกมฺปํ    กตฺวา    “เอหิ,
(อ.อรรถ) ว่า ราวกะว่า (บุคคล) ผู้ กระทำแล้ว ซึ่งความเอ็นดู ในมนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ผู้มีความเป็นอยู่โดยยาก (กล่าวแล้ว) ว่า    อ. ท่าน จงมา,

สุเขน  เต  ชีวิตุปายํ  ทสฺเสสฺสามีติ นิธิฏฐานํ  เนตฺวา  หตฺถํ  ปสาเรตฺวา  “อิมํ  คเหตฺวา สุขํ ชีวาติ 
อาจิกฺขนฺตารํ วิย. 
อ. เรา จักแสดง ซึ่งอุบายแห่งความเป็นอยู่ โดยสบายแก่ท่าน ดังนี้ นำไปแล้ว สู่ที่แห่ง         ขุมทรัพย์ เหยียดออกแล้ว ซึ่งมือ บอก ว่า อ. ท่าน ถือเอาไว้แล้วซึ่งทรัพย์นี้ จงเป็นอยู่ สบายเถิด ดังนี้ (ดังนี้ แห่งบท) ว่า ปวตฺตารํ ดังนี้ ฯ 

2.พระอัสสชิ

ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 4 - 6 บันทึกเสียงโดย อ.สุเทพ นากุดนอก

วชฺชทสฺสินนฺติ:   เทฺว   วชฺชทสฺสิโน:  “อิมินา  นํ  อสารุปฺเปน   วา   ขลิเตน   วา   สงฺฆมชฺเฌ   
นิคฺคณฺหิสฺสามีติ รนฺธคเวสโก  จ,อญฺญาตญฺญาปนตฺถาย    ญาตํ      อนุคฺคณฺหนตฺถาย      สีลาทีนมสฺส             วุฑฺฒิกามตาย   ตํ  ตํ  วชฺชํ  โอโลกเนน  อุลฺลุมฺปนวเสน  สภาวสณฺฐิโต     จ;  

(อ.อันวินิจฉัย ในบท) ว่า วชฺชทสฺสินํ ดังนี้(อันบัณฑิต พึงทราบ) : 
(อ. ภิกษุ ท.) ผู้แสดง ซึ่งโทษโดยปกติ ๒ : คือ (อ.ภิกษุ) ผู้แสวงหาซึ่งโทษ (ด้วยความคิด) ว่า อ. เรา จักข่ม ซึ่งภิกษุนั้น ด้วยมรรยาทอันไม่สมควรหรือ หรือว่าด้วยความพลั้งพลาดนี้ ในท่ามกลางแห่งสงฆ์ ดังนี้ด้วย, คือ (อ. ภิกษุ) ผู้ตั้งอยู่ ด้วยดีแล้ว ตามสภาพ ด้วยความสามารถแห่งการอุ้มชู ด้วยอันแลดูซึ่งโทษนั้นๆ    เพื่อประโยชน์แก่อันให้รู้ซึ่งเรื่อง อันภิกษุนั้นไม่รู้แล้ว เพื่อประโยชน์แก่การตามถือเอา, (ซึ่งเรื่อง อันภิกษุนั้น) รู้แล้ว เพราะความที่แห่งตนเป็นผู้ใคร่ซึ่งความเจริญ (แห่งคุณ ท.) มีศีลเป็นต้น แก่ภิกษุนั้น ด้วย 

อยมิธาธิปฺเปโต,  
(อ. ภิกษุผู้มีในภายหลัง) นี้ (อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงประสงค์เอาแล้ว (ในบท ว่า วชฺชทสฺสินํ ดังนี้) นี้, 

ยถา  ทุคฺคตมนุสฺโส  “อิมํ  คณฺหาหีติ ตชฺเชตฺวาปิ  โปเถตฺวาปิ  นิธึ  ทสฺสิโต  โกปํ  น  กโรติ,  ปมุทิโตว 
โหติ; เอวเมว   เอวรูเป  ปุคฺคเล  อสารุปฺปํ  วา  ขลิตํ  วา  ทิสฺวา อาจิกฺขนฺเต โกโป   น   กาตพฺโพ,  ตุฏฺเฐเนว  ภวิตพฺพํ,  
อ.มนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งยาก ผู้ (อันบุคคล) คุกคามแล้วก็ดี โบยแล้วก็ดี แสดงแล้ว ซึ่งขุมทรัพย์ (ด้วยคำ) ว่า   อ. ท่าน   จงถือเอา ซึ่งขุมทรัพย์นี้ ดังนี้ ย่อมไม่กระทำ ซึ่งความโกรธ, เป็นผู้บันเทิงทั่วแล้วทียว ย่อมเป็น ฉันใด; ครั้นเมื่อบุคคล ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป เห็นแล้ว ซึ่งมรรยาอันไม่สมควรหรือ หรือว่า
ซึ่งความพลั้งพลาด บอกอยู่ อ.ความโกรธ (อันภิกษุนั้น) ไม่ถึงกระทำ, (อันภิกษุนั้น) เป็นผู้ยินดีแล้วนั่นเทียว พึงเป็น ฉันนั้นนั่นเทียว,    


“ภนฺเต  มหนฺตํ  โว  กมฺมํ  กตํ    มยฺหํ    อาจริยุปชฺฌายฏฐาเน    ฐตฺวา    โอวทนฺเตหิ,    ปุนปิ   มํ     โอวเทยฺยาถาติ    ปวาเรตพฺพเมว.   
(อันภิกษุนั้น) พึงปวารณานั่นเทียว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจิรญ อ. กรรม อันใหญ่   อันท่าน ท. ผู้ ตั้งอยู่แล้ว   ในตำแหน่ง-แห่งอาจารย์และอุปัชฌาย์ ของกระผม กล่าวสอนอยู่  กระทำแล้ว,   อ.ท่าน ท.  พึงกล่าวสอน    ซึ่งกระผม แมัอีก ดังนี้ ฯ 

นิคฺคยฺหวาทินฺติ:   เอกจฺโจ   หิ    สทฺธิวิหาริกาทีนํ   อสารุปฺปํ   วา   ขลิตํ   วา   ทิสฺวา   “อยํ   เม    
มุโขทกทานาทีหิ   สกฺกจฺจํ   อุปฏฺฐหติ;   สเจ   ตํ   วกฺขามิ,   น   มํ    อุปฏฐหิสฺสติ,   เอวํ   เม   ปริหานิ   
ภวิสฺสตีติ  วตฺตุํ  อวิสหนฺโต  น    นิคฺคยฺหวาที  นาม  โหติ;  โส  อิมสฺมึ  สาสเน  กจวรํ  อากิรติ.  
(อ.อรรถ) ว่า ก็ (อ.อาจารย์) บางคน เห็นแล้ว ซึ่งมรรยาทอันไม่สมควรหรือ   หรือว่า  ซึ่งความพลั้งพลาด  (แห่งศิษย์ ท.) มีสัทธิวิหาริกเป็นต้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันกล่าว (เพราะความกลัว) ว่า อ.ศิษย์นี้ ย่อมบำรุง (ด้วยกิจ ท.) มีการถวายซึ่งน้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งหน้าเป็นต้น แก่เรา โดยเคารพ; ถ้าว่า อ. เรา จักว่ากล่าว ซึ่งศิษย์นั้นไซร้, (อ.ศิษย์นั้น) จักไม่บำรุง ซึ่งเรา, อ. ความเสื่อมรอบ    จักมี   แก่เรา   ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ 
ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวข่มโดยปกติ ย่อมเป็น หามิได้  อ.อาจารย์นั้น ย่อมเกลี่ยลง     ซึ่งหยากเยื่อ   ในพระศาสนา นี้ ฯ 

โย     ปน   ตถารูปํ   วชฺชํ    ทิสฺวา   วชฺชานุรูปํ   ตชฺเชนฺโต  ปณาเมนฺโต       ทณฺฑกมฺมํ   กโรนฺโต  วิหารา  นีหรนฺโต  สิกฺขาเปติ.  อยํ   นิคฺคยฺหวาที     นาม;  เสยฺยถาปิ  สมฺมาสมฺพุทฺโธ.  
ส่วนว่า อ.อาจารย์ใด เห็นแล้ว ซึ่งโทษ มีรูปอย่างนั้น ขู่อยู่ ขับไล่อยู่   กระทำอยู่   ซึ่งทัณฑกรรม  นำออกอยู่  จากวิหาร ตามสมควรแก่โทษ  (ยังศิษย์นั้น)   ให้ศึกษาอยู่ ฯ อ.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  (ชื่อว่า   เป็นผู้ตรัสขู่โดยปกติ- ย่อมเป็น ) แม้ฉันใด อ.อาจารย์นี้ ซื่อว่าเป็นผู้กล่าวข่มโดยปกติ (ย่อมเป็น)    (ฉันนั้น) ฯ 


วุตฺตญฺเหตํ   “นิคฺคยฺห นิคฺคยฺหาหํ     อานนฺท   วกฺขามิ,   ปคฺคยฺห   ปคฺคยฺหาหํ   อานนฺท   วกฺขามิ,   โย      สาโร,    โส    ฐสฺสตีติ.   
จริงอยู่ (อ.พระดำรัส) นั้น ว่า ดูก่อนอานนท์   อ.เรา จักกล่าว ข่ม ๆ, ดูก่อนอานนท์,    อ.เรา    จักกล่าวยกย่อง ๆ, อ.บุคคล ใด เป็นสาระ (ย่อมเป็น), อ บุคคลนั้น จักตั้งอยู่ได้ ดังนี้ (อันผู้มีพระภาคเจ้า) 
ตรัสแล้ว (ดังนี้ แห่งบท) ว่า นิคฺคยฺหวาทึ ดังนี้ ฯ 

เมธาวินฺติ:   ธมฺโมชปญฺญาย   สมนฺนาคตํ.   
ตาทิสนฺติ:   เอวรูปํ   ปณฺฑิตํ   ภเชยฺย   ปยิรุปาเสยฺย;     
(อ. อรรถ) ว่า ผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยปัญญามีโอชะอันเกิดแก่ธรรม (ดังนี้ แห่งบท) ว่า เมธาวึ ดังนี้ ฯ (อ.อรรถ) ว่า (อ.บุคคล) พึงคบ คือว่า พึงเข้าไปนั่งใกล้   ซึ่งบัณฑิต ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป : 

ตาทิสํ   หิ  อาจริยํ   ภชมานสฺส   อนฺเตวาสิกสฺส   
เสยฺโย   โหติ   น  ปาปิโย  วุฑฺฒิเยว โหติ น ปริหานีติ.                                                   
          เพราะว่า เมื่ออันเตวาสิก คบอยู่ ซึ่งอาจารย์ ผู้เช่นนั้น (อ.คุณ) อันประเสริฐกว่า ย่อมมี (อ.โทษ) อันลามกกว่า (ย่อมมี) หามิได้ คือว่า อ. ความเจริญ นั่นเทียว ย่อมมี อ. ความเสื่อมรอบ (ย่อมมี) หามิได้ ดังนี้ (แห่งบท) ว่า ตาทิสํ ดังนี้ ฯ *จบ ก.๑*

เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสูติ.                          
  ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งเทศนา (อ. ชน ท.) มาก บรรลุแล้ว  
(ซึ่งอริยผล ท.)  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล ฯ                        


ราธตฺเถรวตฺถุ.             
  อ. เรื่องแห่งพระเถระชื่อว่าราธะ 
(จบแล้ว) ฯ
                     

 ๒. อสฺสชิปุนพฺพสุกวตฺถุ. (๖๑)                                  
      ๒.อ.เรื่องแห่งภิกษุชื่อว่าอัสสชิและภิกษุชื่อว่าปุนัพพสุกะ  (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ

“โอวเทยฺยานุสาเสยฺยาติ   อิมํ   ธมฺมเทสนํ   สตฺถา   เชตวเน   วิหรนฺโต อสฺสชิปุนพฺพสุเก อารพฺภ 
กเถสิ.                
อ. พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งภิกษุชื่อว่าอัสสชิและภิกษุชื่อว่า ปุนัพพสุกะ ท. ตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า โอวเทยฺยานุสาเสยฺย ดังนี้เป็นต้น ฯ
                       
      เทสนา   ปน  กิฏาคิริสฺมึ  สมุฏฐิตา.  เต  กิร  กิญฺญจาปิ    อคฺคสาวกานํ   สทฺธิวิหาริกา,   อลชฺชิโน  ปน  อเหสุํ  ปาปภิกฺขู.  
*ก. ๒* ก็ อ. เทศนา ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ในกิฎาคีรี ฯ ได้ยินว่า (อ.ภิกษุ ท. ๒) เหล่านั้น เป็น        สัทธิวิหาริก ของพระอัครสาวก ท. (ย่อมเป็น) แม้โดยแท้, ถึงอย่างนั้น (อ. ภิกษุ ท. ๒ เหล่านั้น) 
เป็นผู้ไม่มีความละอาย เป็นภิกษุผู้ลามก ได้เป็นแล้ว ฯ 

เต        ปาปเกหิ   อตฺตโน   ปริวาเรหิ   ปญฺญจหิ  ภิกฺขุสเตหิ  สทฺธึ  กิฏาคิริสฺมึ  วิหรนฺตา   มาลาวจฺฉํ   
โรเปนฺติปิ   โรปาเปนฺติปีติอาทิกํ   นานปฺปการํ   อนาจารํ   กโรนฺตา   กุลทูสกกมฺมํ  กตฺวา  ตโต  
อุปฺปนฺเนหิ  ปจฺจเยหิ      ชีวิตํ   กปฺเปนฺตา   ตํ   อาวาสํ   เปสลานํ  ภิกฺขูนํ  อนาวาสํ  อกํสุ.         
 อ. ภิกษุ ท. ๒ เหล่านั้น อยู่อยู่ ในกิฎาคีรี กับ ด้วยร้อยแห่งภิกษุ ท. ๕  ผู้เป็นบริวาร ของตน ผู้ลามก กระทำอยู่ ซึ่งอนาจารมีประการต่าง ๆ     มีคำ ว่า       (อ.ภิกษุ ท. ๒ เหล่านั้น)      ย่อมปลูกบ้าง  ย่อม (ยังบุคคล) ให้ปลูกบ้าง ซึ่งกอแห่งระเบียบ ดังนี้เป็นต้น กระทำแล้ว ซึ่งกรรมของภิกษุผู้ประทุษร้ายซึ่งตระกูล สำเร็จอยู่ 
ซึ่งชีวิต ด้วยปัจจัย ท. อันเกิดขึ้นแล้ว แต่กรรมนั้น ได้กระทำแล้ว ซึ่งอาวาสนั้น     ให้เป็นประเทศมิใช่ประเทศเป็นที่อาศัยอยู่ แห่งภิกษุ ท.     ผู้มีศีลเป็นที่รัก ฯ 

สตฺถา   ตํ   ปวตฺตึ  สุตฺวา  เตสํ  ปพฺพาชนียกมฺมกรณตฺถาย   สปริวาเร    เทฺว   อคฺคสาวเก   อามนฺเตตฺวา   “คจฺฉถ   สารีปุตฺตา,  เตสุ  เย      ตุมฺหากํ   วจนํ   น   กโรนฺติ,   เตสํ   ปพฺพาชนียกมฺมํ  กโรถ:  
อ. พระศาสดา ทรงสดับแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่วนั้น ตรัสเรียกมาแล้ว ซึ่งพระอัครสาวก ท. ๒ ผู้เป็นไปกับด้วยบริวาร เพื่อประโยชน์แก่การกระทำซึ่งปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ท. เหล่านั้น (ตรัสแล้ว)  ว่า ดูก่อนสารีบุตรและโมคคัลลานะ ท. อ. เธอ ท. จงไป, ในภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น หนา อ.ภิกษุ ท. เหล่าใด ย่อมไม่กระทำ ซึ่งคำ ของเธอ ท.   อ.เธอ ท.    จงกระทำ ซึ่งปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ท. เหล่านั้น 

เย       ปน   กโรนฺติ,   เต  โอวทถ  อนุสาสถ โอวทนฺโต  หิ  อนุสาสนฺโต  อปณฺฑิตานํเยว  อปฺปิโย   โหติ,    
ส่วนว่า อ.ภิกษุ ท. เหล่าใด ย่อมกระทำ, อ. เธอ ท. จงกล่าวสอน จงตามสอน ซึ่งภิกษุ ท. เหล่านั้น ; เพราะว่า (อ.บุคคล) ผู้กล่าวสอนอยู่ ผู้ตามสอนอยู่ เป็นผู้ไม่เป็นที่รัก (ของชน ท.)   ผู้มิใช่บัณฑิตนั่นเทียว   ย่อมเป็น, 

ปณฺฑิตานํ  ปน  ปิโย  โหติ     มนาโปติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห  
แต่ว่า (อ. บุคคล ผู้กล่าวสอนอยู่ ผู้ตามสอนอยู่นั้น) เป็นผู้เป็นที่รัก เป็นผู้เป็นที่อิ่มเอิบแห่งใจ ของบัณฑิต ท. ย่อมเป็น ดังนี้ เมื่อทรงสืบต่อ ซึ่งอนุสนธิ แสดงซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งพระคาถา นี้ ว่า  

“โอวเทยฺยานุสาเสยฺย   อสพฺภา จ นิวารเย                                    
      สตํ หิ โส ปิโย โหติ      อสตํ โหติ อปฺปิโยติ.                                 
     (อ. บุคคลใด) พึงกล่าวสอนด้วย พึงตามสอนด้วย 
พึงห้าม (จากธรรม)  อันมิใช่ของสัตบุรุษด้วย อ. บุคคลนั้น แล 
เป็นผู้เป็นที่รัก ของสัตบุรุษ ท. ย่อมเป็น เป็นผู้ไม่เป็นที่รัก ของอสัตบุรุษ ท. ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ


ตตฺถ   “โอวเทยฺยาติ:   อุปฺปนฺเน   วตฺถุสฺมึ,   วทนฺโต   โอวทติ       นาม,   
(อ.อรรถ) ว่า ครั้นเมื่อเรื่อง เกิดขึ้นแล้ว, (อ. บุคคล) ว่ากล่าวอยู่ 
ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน, 

อนุปฺปนฺเน  วตฺถุสฺมึ,  “อยโสปิ  เต  สิยาติอาทิวเสน  อนาคตํ     วชฺชํ   ทสฺเสนฺโต  อนุสาสติ  นาม;  สมฺมุขา  วทนฺโต  โอวทติ  นาม,     ปรมฺมุขา   ทูตํ   วา   สาสนํ  วา  เปเสนฺโต  อนุสาสติ  นาม;  สกึ     วทนฺโตปิ    
โอวทติ   นาม,   ปุนปฺปุนํ   วทนฺโต   อนุสาสติ   นาม              
 ครั้นเมื่อเรื่อง ไม่เกิดขึ้นแล้ว, (อ.บุคคล) แสดงอยู่ ซึ่งโทษ อันไม่มาแล้ว ด้วยสามารถแห่งคำมีคำว่า แม้ อ. โทษมิใช่ยศ พึงมี แก่ท่าน ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าย่อมตามสอน ; (อ.บุคคล) ว่ากล่าวอยู่ ในที่พร้อมหน้า ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน,  (อ.บุคคล)   ส่งไปอยู่ ซึ่งทูต  หรือ หรือว่าซึ่งข่าวสาส์น  ในที่ลับหลัง  ชือว่าย่อมตามสอน  (อ. บุคคล) แม้ว่ากล่าวอยู่ คราวเดียว ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน, (อ.บุคคล) ว่ากล่าวอยู่ บ่อย ๆ ชื่อว่าย่อมตามสอน 


โอวทนฺโตเอว  วา  อนุสาสติ  นามาติ  เอวํ  โอวเทยฺย  อนุสาเสยฺย.                
 อีกอย่างหนึ่ง (อ.บุคคล) กล่าวสอนอยู่นั่นเทียว ชื่อว่าย่อมตามสอน (อ.บุคคล) พึงกล่าวสอน พึงตามสอน อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ (ดังนี้ ในบท ท.) เหล่านั้นหนา (แห่งบท) ว่า โอวเทยฺย ดังนี้เป็นต้น ฯ 


อสพฺภาติ:    อกุสลธมฺมา    นิวาเรยฺย   กุสลธมฺเม   ปติฏฐาเปยฺยาติ   อตฺโถ.   
อ.อรรถ ว่า พึงห้าม จากอกุศลธรรม คือว่า พึงให้ตั้งอยู่เฉพาะ ในกุศลธรรม  ดังนี้   (แห่งบท)   ว่า อสพฺภา ดังนี้ ฯ

สตนฺติ:   โส   เอวรูโป   ปุคฺคโล   พุทฺธาทีนํ   สปฺปุริสานํ      ปิโย   โหติ;   เย   ปน   อทิฏฐธมฺมา  
วิติณฺณปรโลกา  อามิสจกฺขุกา        ชีวิตตฺถาย   ปพฺพชิตา,   
(อ.อรรถ) ว่า อ. บุคคล นั้น คือว่า ผู้มีอย่างนี้เป็นรูป เป็นผู้เป็นที่รัก ของสัตบุรุษ ท. มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเป็น ; แต่ว่า อ.ชน ท. เหล่าใด ผู้มีธรรมอันไม่เห็นแล้ว ผู้มีโลกอื่นอันข้ามวิเศษแล้ว ผู้เห็นแก่อามิส    บวชแล้ว     เพื่อต้องการแก่ความเป็นอยู่, 

เตสํ   อสตํ   โส   โอวาทโก   อนุสาสโก       “น   ตฺวํ   อมฺหากํ   อุปชฺฌาโย,   น   อาจริโย,   กสฺมา   อมฺเห       
โอวทสีติ เอวํ มุขสตฺตีหิ วิชฺฌนฺตานํ อปฺปิโย โหตีติ.                          
 (อ.บุคคล) ผู้กล่าวสอน ผู้ตามสอน นั้น เป็นผู้ไม่เป็นที่รัก (ของชน ท.) เหล่านั้น ชื่อว่าของอสัตบุรุษ ท. ผู้ทิ่มแทงอยู่ ด้วยหอกคือปาก ท.  อย่างนี้  ว่า    อ. ท่าน    เป็นอุปัชฌาย์ ของเรา ท.   (ย่อมเป็น) หามิได้, (อ.ท่าน) เป็นอาจารย์ (ของเรา ท. ย่อมเป็น) หามิได้, อ.ท่าน ย่อมกล่าวสอน ซึ่งเรา ท. เพราะเหตุไร ดังนี้ ดังนี้ (แห่งบท) ว่า สตํ ดังนี้เป็นต้น ฯ        


เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ.                             
 ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งเทศนา  (อ. ชน ท.) มาก บรรลุแล้ว (ซึ่งอริยผล ท.) มีโสดาปัตติผล  เป็นต้นฯ     

สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาปิ   ตตฺถ   คนฺตฺวา   เต   ภิกฺขู   โอวทึสุ       อนุสาสึสุ.   เตสุ   เอกจฺเจ   โอวาทํ  
สมฺปฏิจฺฉิตฺวา   สมฺมา     วตฺตึสุ,      เอกจฺเจ วิพฺภมึสุ, เอกจฺเจ ปพฺพาชนียกมฺมํ ปาปุณึสูติ.                         
 แม้ อ. พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ท. ไปแล้ว ในที่นั้น กล่าวสอนแล้ว  ตามสอนแล้ว  ซึ่งภิกษุ ท.  เหล่านั้น ฯ  ในภิกษุ ท. เหล่านั้นหนา อ. ภิกษุ ท. บางพวก รับพร้อมแล้ว ซึ่งโอวาท  ประพฤติแล้ว  โดยชอบ, อ. ภิกษุ ท. บางพวก สึกแล้ว, อ.ภิกษุ ท. บางพวก ถึงแล้ว ซึ่งปัพพาชนียกรรม ดังนี้แล ฯ   *จบ ก.๒*
                   

อสฺสชิปุนพฺพสุกวตฺถุ.   
อ.เรื่องแห่งภิกษุชื่อว่าอัสสชิและภิกษุชื่อว่าปุนัพพสุกะ
(จบแล้ว) ฯ
                 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.พระฉันนะ ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 7 - 10

เรียนบาลี ออนไลน์ ธรรมบท ภาคที่ 1 แปลโดยยกศัพท์ โดย อาจารย์สุเทพ นากุดนอก

4.พระมหากัปปินะ ตอนที่ 2 ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 14 - 17