4.พระมหากัปปินะ ตอนที่ 1 ธรรมบท ภาคที่ 4 หน้า 11 - 14
4.พระมหากัปปินะ ตอนที่ 1
๔. มหากปฺปินตฺเถรวตฺถุ. (๖๓)
๔. อ.เรื่องแห่งพระเถระชื่อว่ามหากัปปินะ
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ
“ธมฺมปีติ สุขํ เสตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหากปฺปินตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ. อ. พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ ซึ่งพระเถระชื่อว่ามหากัปปินะตรัสแล้ว ซึ่งพระธรรมเทศนา นี้ ว่า ธมฺมปีติ สุขํ เสติ ดังนี้เป็นต้น ฯ
ตตฺรายํ อนุปุพฺพีกถา: “อตีเต กิรายสฺมา มหากปฺปิโน ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ปาทมูเล กตาภินีหาโร สํสาเร สํสรนฺโต พาราณสิโต อวิทูเร เอกสฺมึ เปสการคาเม เชฏฺฐกเปสกาโร หุตฺวา นิพฺพตฺติ.
อ.วาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ในเรื่องนั้น นี้ ได้ยินว่า ในกาลอันล่วงไปแล้ว อ.พระมหากัปปินะ ผู้มีอายุ เป็นผู้มีอภินิหารอันกระทำแล้ว ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระพุทธเจ้าพระนาม ว่าปทุมุตระ (เป็น) ท่องเที่ยวไปอยู่ ในสงสาร บังเกิดแล้ว
เป็นบุคคลผู้กระทำซึ่งหูกผู้เจริญที่สุด เป็น ในบ้านแห่งบุคคลผู้กระทำซึ่งหูก แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกล จากเมืองชื่อว่าพาราณสี ฯ
ตทา สหสฺสมตฺตา ปจฺเจกพุทฺธา อฏฺฐ มาเส หิมวนฺเต วสิตฺวา วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ชนปเท วสนฺติ.
ในกาลนั้น อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. มีพันเป็นประมาณ อยู่แล้ว ในป่าหิมพานต์ สิ้นเดือน ท. ๘ ย่อมอยู่ ในชนบท
สิ้นเดือน ท. ๔ อันมีในฤดูฝน ฯ
เต เอกวารํ พาราณสิยา อวิทูเร โอตริตฺวา “เสนาสนกรณตฺถาย หตฺถกมฺมํ ยาจถาติ รญฺโญ สนฺติกํ อฏฺฐ ปจฺเจกพุทฺเธ ปหิณึสุ.
อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เหล่านั้น ข้ามลงแล้วในที่ไม่ไกล แต่เมืองชื่อว่าพาราณสี สิ้นวาระหนึ่ง ส่งไปแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ๘ สู่สำนักของพระราชา (ด้วยคำ) ว่า อ.ท่าน ท. จงขอ ซึ่งหัตถกรรม เพื่อประโยชน์แก่การกระทำซึ่งเสนาสนะดังนี้ ฯ
ตทา ปน รญฺโญ วปฺปมงฺคลกาโล โหติ. โส “ปจฺเจกพุทฺธา กิราคตาติ สุตฺวา นิกฺขมิตฺวา อาคตการณํ ปุจฺฉิตฺวา “อชฺช ภนฺเต โอกาโส นตฺถิ, เสฺว อมฺหากํ วปฺปมงฺคลํ, ตติยทิวเส กริสฺสามีติ วตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ อนิมนฺเตตฺวาว ปาวิสิ.
ก็ อ.กาลนั้น เป็นกาล แห่งมงคลในเพราะอันหว่าน แห่งพระราชา ย่อมเป็น ฯ อ.พระราชานั้น ทรงสดับแล้ว ว่า
ได้ยินว่า อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. มาแล้ว ดังนี้ เสด็จออกไปแล้ว ตรัสถามแล้ว ซึ่งเหตุแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. มาแล้ว ตรัสแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในวันนี้ อ. โอกาส ย่อมไม่มี, อ. มงคลในเพราะอันหว่าน แห่งข้าพเจ้า ท. (จักมี) ในวันพรุ่ง, อ.ข้าพเจ้าจักกระทำ ในวันที่ ๓ ดังนี้ ไม่ทรงนิมนต์แล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เทียว ได้เสด็จเข้าไปแล้ว ฯ
ปจฺเจกพุทฺธา “อญฺญํ คามํ ปวิสิสฺสามาติ ปกฺกมึสุ.
อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. (คิดแล้ว) ว่า อ. เรา ท. จักเข้าไป สู่บ้าน อื่น ดังนี้ หลีกไปแล้ว ฯ
ตสฺมึ ขเณ เชฏฺฐกเปสการสฺส ภริยา เกนจิเทว กรณีเยน พาราณสึ คจฺฉนฺตี เต ปจฺเจกพุทฺเธ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา “กึ ภนฺเต อเวลาย อยฺยา อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา อาทิโต ปฏฺฐาย ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา สทฺธา ปญฺญาสมฺปนฺนา อิตฺถี “เสฺว ภนฺเต อมฺหากํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ นิมนฺเตสิ.
ในขณะนั้น อ. ภรรยา ของบุคคลผู้กระทำซึ่งหูกผู้เจริญที่สุด ไปอยู่ สู่เมืองชื่อว่าพาราณสี ด้วยกิจอันตนพึงกระทำ
บางอย่างนั่นเทียว เห็นแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เหล่านั้น ไหว้แล้ว ถามแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ. พระผู้เป็นเจ้า ท. มาแล้ว ในสมัยมิใช่เวลา ทำไม ดังนี้ ฟังแล้ว ซึ่งความเป็นไปทั่ว นั้น จำเดิม แต่ต้น เป็นหญิง มีศรัทธา ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญา (เป็น) นิมนต์แล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ. ท่าน ท. ขอจงรับ ซึ่งภิกษา ของดิฉัน ท. ในวันพรุ่ง ดังนี้ ฯ
“พหุกา มยํ ภคินีติ.
(อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. กล่าวแล้ว) ว่าดูก่อนน้องหญิง อ. เรา ท. เป็นผู้มาก (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ
“กิตฺตกา ภนฺเตติ. “สหสฺสมาตฺตา ภคินีติ
(อ. หญิงนั้น ถามแล้ว) ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ (อ. ท่าน ท. ) เป็นผู้มีประมาณเท่าไร (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ (อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนน้องหญิง (อ. เรา ท.) เป็นผู้มีพันเป็นประมาณ (ย่อมเป็น) ดังนี้ ฯ
“ภนฺเต อิมสฺมึ คาเม สหสฺสมตฺตา วสิมฺหา, เอเกโก เอเกกสฺส ภิกฺขํ ทสฺสติ, ภิกฺขํ อธิวาเสถ, อหเมว ตุมฺหากํ วสนฏฺฐานํปิ การาเปสฺสามีติ อาห.
(อ. หญิงนั้น ) กล่าวแล้ว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ. ดิฉัน ท. มีพันเป็นประมาณ อยู่แล้ว ในบ้าน นี้, อ. บุคคล คนหนึ่ง ๆ จักถวาย ซึ่งภิกษา แก่พระผู้เป็นเจ้า รูปหนึ่ง ๆ, อ. ท่าน ท. ยังภิกษา จงให้อยู่ทับเถิด, อ.ดิฉันนั่นเทียว (ยังบุคคล) จักให้กระทำ
แม้ซึ่งที่เป็นที่อยู่ แก่ท่าน ท. ดังนี้ ฯ
ปจฺเจกพุทฺธา อธิวาสยึสุ. สา คามํ ปวิสิตฺวา อุคฺโฆเสสิ “อหํ สหสฺสมตฺเต ปจฺเจกพุทฺเธ ทิสฺวา นิมนฺเตสึ, อยฺยานํ นิสีทนฏฺฐานํ สํวิทหถ,
อ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. (ยังคำนิมนต์) ให้อยู่ทับแล้ว ฯ อ. หญิงนั้น เข้าไปแล้ว สู่บ้าน ป่าวร้องแล้ว ว่า อ. ดิฉัน เห็นแล้ว
ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. มีพันเป็นประมาณ นิมนต์แล้ว, อ.ท่าน ท. จงจัดแจงซึ่งที่เป็นที่นั่ง แก่พระผู้เป็นเจ้า ท.
ยาคุภตฺตาทีนิ สมฺปาเทถาติ, คามมชฺเฌ มณฺฑปํ การาเปตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา ปุนทิวเส ปจฺเจกพุทฺเธ นิสีทาเปตฺวา ปณีเตน โภชเนน ปริวิสิตฺวา ภตฺตกิจฺจาวสาเน ตสฺมึ คาเม สพฺพา อิตฺถิโย อาทาย ตาหิ สทฺธึ ปจฺเจกพุทฺเธ วนฺทิตฺวา เตมาสํ วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ปุน คาเม อุคฺโฆเสสิ “อมฺมตาตา เอเกกกุลโต
เอเกโก ปุริโส วาสีอาทีนิ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ทพฺพสมฺภาเร อาหริตฺวา อยฺยานํ วสนฏฺฐานํ กโรตูติ.
อ.ท่าน ท. (ยังวัตถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น จงให้ถึงพร้อม ดังนี้, (ยังบุคคล) ให้กระทำแล้ว ซึ่งปะรำ ในท่ามกลางแห่งบ้าน (ยังบุคคล ) ให้ปูลาดแล้วซึ่งอาสนะ ท. ในวันรุ่งขึ้น ยังพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ให้นั่งแล้ว อังคาสแล้ว ด้วยโภชนะ อันประณีต พาไปแล้ว ซึ่งหญิง ท. ทั้งปวง ในบ้านนั้น ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งกิจด้วยภัตร ไหว้แล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. กับ ด้วยหญิง ท. เหล่านั้น รับแล้ว ซึ่งปฏิญญา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ ตลอดประชุมแห่งเดือน ๓ ป่าวร้องแล้ว ในบ้าน อีก ว่า แนะแม่และพ่อ ท. อ. บุรุษ คนหนึ่ง ๆ จากตระกูลตระกูลหนึ่ง ๆ ถือเอาแล้ว (ซึ่งวัตถุ ท.) มีมีดเป็นต้น เข้าไปแล้ว สู่ป่า นำมาแล้ว ซึ่งทัพพสัมภาระ ท. จงกระทำ ซึ่งที่เป็นที่อยู่ แก่พระผู้เป็นเจ้า ท. ดังนี้ฯ
คามวาสิโน ตสฺสา วจเน ฐตฺวา เอเกโก เอเกกํ กตฺวา สทฺธึ รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐาเนหิ ปณฺณสาลาสหสฺสํ กาเรตฺวา อตฺตโน อตฺตโน ปณฺณสาลายํ วสฺสูปคเต ปจฺเจกพุทฺเธ “อหํ สกฺกจฺจํ อุปฏฺฐหิสฺสามิ, อหํ สกฺกจฺจํ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ อุปฏฺฐหึสุ.
(อ.ชน ท.) ผู้อยู่ในบ้านโดยปกติ ตั้งอยู่แล้วในคำ ของหญิงนั้น (อ.บุรุษ) คนหนึ่ง ๆ กระทำแล้ว (ซึ่งบรรณศาลา) หลังหนึ่ง ๆ
(ยังกันและกัน) ให้กระทำแล้ว ซึ่งพันแห่งบรรณศาลา กับ ด้วยที่เป็นที่พักในกลางคืนและที่เป็นที่พักในกลางวัน ท. บำรุงแล้ว ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ผู้เข้าถึงแล้วซึ่งพรรษา ในบรรณศาลา ของตน ๆ (ด้วยความคิด) ว่า อ. เรา จักบำรุง
โดยเคารพ, อ. เรา จักบำรุง โดยเคารพ ดังนี้ ฯ
วสฺสํ วุตฺถกาเล “อตฺตโน อตฺตโน ปณฺณสาลาย วสฺสํ วุตฺถานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ จีวรสาฏเก สชฺเชถาติ สมาทเปตฺวา เอเกกสฺส สหสฺสมูลํ จีวรํ ทาเปสิ.
ในกาล (แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ท. เหล่านั้น) อยู่แล้ว ตลอดพรรษา (อ. หญิงนั้น) ชักชวนแล้วว่า อ. ท่าน ท. จงจัดแจง
ซึ่งผ้าสาฎกเพื่อจีวร ท. แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ผู้อยู่แล้ว ตลอดพรรษา ในบรรณศาลา ของตนๆดังนี้ (ยังกันและกัน)
ให้ถวายแล้ว ซึ่งจีวร มีราคาพันหนึ่ง แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า รูปหนึ่ง ๆ ฯ
ปจฺเจกพุทฺธา วุตฺถวสฺสา อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกมึสุ.
อ.พระปัจเจกพุทธเจ้า ท. ผู้มีพรรษาอันอยู่แล้ว กระทำแล้ว ซึ่งการอนุโมทนา หลีกไปแล้ว ฯ
คามวาสิโนปิ อิมํ ปุญฺญํ กตฺวา ตโต จุตา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺติตฺวา คณเทวปุตฺตา นาม อเหสุํ.
(อ. ชน ท.) แม้ผู้อยู่ในบ้านโดยปกติ ครั้นกระทำแล้ว ซึ่งบุญนี้ เคลื่อนแล้ว จากอัตภาพนั้น บังเกิดแล้ว ในภพชื่อว่าดาวดึงส์ เป็นผู้ชื่อว่าคณเทพบุตร ได้เป็นแล้ว ฯ
เต ตตฺถ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวิตฺวา กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล พาราณสิยํ กุฏุมฺพิกเคเหสุ นิพฺพตฺตึสุ.
อ. เทพบุตร ท. เหล่านั้น เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติอันเป็นทิพย์ ในภพ-ชื่อว่าดาวดึงส์นั้น บังเกิดแล้ว ในเรือนแห่งกุฎมพี ท. ในเมืองชื่อว่าพาราณสี ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ฯ
เชฏฺ€กเปสกาโร เชฏฺฐกกุฏุมฺพิกสฺส ปุตฺโต อโหสิ. ภริยาปิสฺส เชฏฺ€กกุฏุมฺพิกสฺเสว ธีตา อโหสิ. ตา สพฺพาปิ วยปฺปตฺตา ปรกุลํ คจฺฉนฺติโย เตสํเยว เคหานิ อคมํสุ.
อ. บุคคลผู้กระทำซึ่งหูก ผู้เจริญที่สุด เป็นบุตร ของกุฎุมพีผู้เจริญที่สุด ได้เป็นแล้ว ฯ แม้ อ. ภรรยา ของบุคคลผู้กระทำซึ่งหูกผู้เจริญที่สุดนั้น เป็นธิดา ของกุฎุมพีผู้เจริญที่สุดนั่นเทียว ได้เป็นแล้ว ฯ อ. หญิง ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย เมื่อไป สู่ตระกูลของบุคคลอื่น ได้ไปแล้ว สู่เรือน ท. ของบุรุษ ท. เหล่านั้นนั่นเทียว ฯ
อเถกทิวสํ วิหาเร ธมฺมสฺสวนํ สงฺฆุฏฺฐํ. “สตฺถา ธมฺมํ เทเสตีติ สุตฺวา สพฺเพปิ เต กุฏุมฺพิกา “ธมฺมํ สุณิสฺสามาติ ภริยาย สทฺธึ วิหารํ อคมํสุ.
*ก. ๔* ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ.การฟังซึ่งธรรม ในวิหาร (อันบุคคล) ป่าวร้องแล้ว ฯ อ.กุฎุมพี ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ฟังแล้ว ว่า อ. พระศาสดา จะทรงแสดง ซึ่งธรรม ดังนี้ (คิดแล้ว) ว่า อ. เรา ท. จักฟัง ซึ่งธรรม ดังนี้ ได้ไปแล้ว สู่วิหาร กับ ด้วยภรรยา ฯ
เตสํ วิหารมชฺฌํ ปวิฏฺฐกฺขเณ วสฺสํ อุฏฺฐหิ. เยสํ กุลุปกา วา าตี วา สามเณราทโย อตฺถิ; เต เตสํ ปริเวณานิ ปวิสึสุ. เต ปน ตถารูปานํ นตฺถิตาย กตฺถจิ ปวิสิตุํ อวิสหนฺตา วิหารมชฺเฌเยว อฏฺฐํสุ.
อ. ฝน ตกแล้ว ในขณะ แห่งกุฎุมพี ท. เหล่านั้น เข้าไปแล้ว สู่ท่ามกลางแห่งวิหาร ฯ (อ. บรรพชิต ท.) มีสามเณรเป็นต้น
ผู้เข้าถึงซึ่งตระกูล หรือ หรือว่าผู้เป็นญาติ ของชน ท. เหล่าใด มีอยู่; อ. ชน ท. เหล่านั้น เข้าไปแล้ว สู่บริเวณ ท. ของบรรพชิต ท. เหล่านั้น ฯ ส่วนว่า อ. กุฎุมพี ท. เหล่านั้น ไม่อาจอยู่ เพื่ออันเข้าไป ในที่ไหน ๆ เพราะความที่ แห่งบรรพชิต ท. มีรูปอย่างนั้น ไม่มีอยู่ ได้ยืนแล้ว ในท่ามกลางแห่งวิหารนั่นเทียว ฯ
อถ เน เชฏฺฐกกุฏุมฺพิโก อาห “ปสฺสถ อมฺหากํ วิปฺปการํ, กุลปุตฺเตหิ นาม เอตฺตเกน ลชฺชิตุํ ยุตฺตนฺติ. “อยฺย กึ กโรมาติ.
ครั้งนั้น อ. กุฎุมพีผู้เจริญที่สุด กล่าวแล้ว กะกุฎุมพี ท. เหล่านั้น ว่า อ. ท่าน ท. จงดู ซึ่งประการอันแปลก ของเรา ท., อ. อัน ชื่อ อันกุลบุตร ท. ละอาย (ด้วยเหตุ) มีประมาณเท่านี้ ควรแล้ว ดังนี้ ฯ (อ. กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า
อ. เรา ท. จะกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ
“มยํ วิสฺสาสิกฏฺฐานสฺส อภาเวน อิมํ วิปฺปการํ ปตฺตา, สพฺเพ ธนํ สํหริตฺวา ปริเวณํ กโรมาติ.
(อ. กุฎุมพีผู้เจริญที่สุด กล่าวแล้ว) ว่า อ. เรา ท. เป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งประการอันแปลก นี้ เพราะความไม่มี แห่งที่ของบุคคล
ผู้มีความคุ้นเคย (ย่อมเป็น), อ.เรา ท. ทั้งปวง รวบรวมแล้ว ซึ่งทรัพย์ จงกระทำ ซึ่งบริเวณเถิด ดังนี้ ฯ
“สาธุ อยฺยาติ. เชฏฺฐโก สหสฺสํ อทาสิ, เสสา ปญฺจ ปญฺจ สตานิ, อิตฺถิโย อฑฺฒเตยฺยานิ อฑฺฒเตยฺยานิ สตานิ.
(อ. กุฎุมพี ท. เหล่านั้น กล่าวแล้ว) ว่า ข้าแต่เจ้า อ. ดีละ ดังนี้ ฯ อ. กุฎุมพีผู้เจริญที่สุด ได้ให้แล้ว ซึ่งพันแห่งทรัพย์,
(อ. กุฎุมพี ท.) ผู้เหลือ (ได้ให้แล้ว) ซึ่งร้อย ท. ห้า ๆ, อ. หญิง ท. (ได้ให้แล้ว) ซึ่งร้อย ท. ที่ ๓ ด้วยทั้งกึ่ง ๆ ฯ
เต ตํ ธนํ สํหริตฺวา สหสฺสกูฏาคารปริวารํ สตฺถุ วสนตฺถาย มหาปริเวณํ นาม อารภึสุ.
อ. ชน ท. เหล่านั้น รวบรวมแล้ว ซึ่งทรัพย์ นั้น เริ่มแล้ว ชื่อซึ่งบริเวณใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ที่เป็นที่ประทับอยู่
แห่งพระศาสดา มีเรือนยอดพันหนึ่ง เป็นเครื่องล้อม ฯ
นวกมฺมสฺส มหนฺตตาย ธเน อปฺปโหตฺเต ปุพฺเพ ทินฺนธนโต ปุน อุปฑฒุปฑฺฒํ อทํสุ.
ครั้นเมื่อทรัพย์ ไม่เพียงพออยู่ เพราะความที่ แห่งนวกรรม เป็นของใหญ่, (อ. ชน ท. เหล่านั้น) ได้ให้แล้ว (ซึ่งทรัพย์) ทั้งเข้าไปกึ่งหนึ่ง ๆ จากทรัพย์อันตนให้แล้ว ในกาลก่อน อีก ฯ
นิฏฐิเต ปริเวเณ วิหารมหํ วีสติยา ภิกฺขุสหสฺสานํ จีวรานิ สชฺชยึสุ.
ครั้นเมื่อบริเวณ สำเร็จแล้ว, (อ. ชน ท. เหล่านั้น) กระทำอยู่ ซึ่งการฉลองซึ่งวิหาร ถวายแล้ว ซึ่งทานใหญ่ สิ้นวัน ๗
แก่หมู่แห่งภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตระเตรียมแล้ว ซึ่งจีวร ท. เพื่อพันแห่งภิกษุ ท. ๒๐ ฯ
เชฏฐกกุฏุมฺพิกสฺส ปน ภริยา สเพหิ สมภาคิกํ ิกติวา อตฺตโน ปญฺญาย ฐิตา.
ส่วนว่า อ. ภรรยา ของกุฎุมพีผู้เจริญที่สุด ไม่กระทำแล้ว ให้เป็นของมีส่วนเสมอ ด้วยชน ท. ทั้งปวง ตั้งอยู่แล้ว ด้วยปัญญา ของตน (คิดแล้ว)
อติเรกตรํ กตฺวา สตฺถารํ ปูเชสฺสามีติ อโนชปุปฺผวณฺเณน สหสฺสมูเลน สาฏเกน สทฺธึ อโนชปุปฺผจงฺโคฏกํ คเหตฺวา อนุโมทนกาเล สตฺถารํ อโนชปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา ตํ สาฏกํ สตฺถุ ปาทมูเล ฐเปตฺวา “ภนฺเต นิพฺพตฺตนิพฺพตฺตฏฺฐาเน อโนชปุปฺผวณฺณํเยว เม สรีรํ โหตุ, อโนชาเอว จ เม นามํ โหตูติ ปตฺถนํ ฐเปสิ.
อ. เรา จักบูชา ซึ่งพระศาสดา กระทำ ให้ยิ่งกว่า ดังนี้ ถือเอาแล้ว ซึ่งผอบอันเต็มแล้ว ด้วยดอกอังกาบ กับด้วยผ้าสาฎก มีราคาพันหนึ่ง มีสีเพียงดังสีแห่งดอกอังกาบ บูชาแล้ว ซึ่งพระศาสดา ด้วยดอกอังกาบ ท. ในกาลเป็นที่อนุโมทนา วางไว้แล้ว ซึ่งผ้าสาฎก นั้น ณ ที่ใกล้แห่งพระบาท ของพระศาสดา ตั้งไว้แล้ว ซึ่งความปรารถนา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. สรีระ ของหม่อมฉัน เป็นสรีระมีสีเพียงดังสีแห่ง ดอกอังกาบนั่นเทียว จงเป็น, อนึ่ง อ.อโนชานั่นเทียว เป็นชื่อ ของหม่อมฉัน จงเป็น ในที่ (แห่งหม่อมฉัน) ทั้งบังเกิดแล้ว ๆ ดังนี้ ฯ
สตฺถา “เอวํ โหตูติ อนุโมทนํ อกาสิ.
อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) ว่า (อ.ความปรารถนาอันเธอปรารถนาแล้ว) อย่างนี้ จงมีเถิด ดังนี้ ได้ทรงกระทำแล้ว
ซึ่งการอนุโมทนา ฯ
เต สพฺเพปิ ยาวตายุกํ ฐตฺวา ตโต จุตา เทวโลเก นิพฺพตฺติตฺวา อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท เทวโลกา จวิตฺวา, เชฏฺฐกกุฏุมฺพิโก กุกฺกุฏวตีนคเร ราชกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต มหากปฺปินราชา นาม อโหสิ,
อ. ชน ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง ตั้งอยู่แล้ว สิ้นการกำหนด มีประมาณเท่าใดแห่งอายุ เคลื่อนแล้ว จากอัตภาพนั้น บังเกิดแล้ว ในเทวโลก เคลื่อนแล้ว จากเทวโลก ในกาลเป็นที่เสด็จอุบัติเหตุแห่งพระพุทธเจ้า นี้ , อ.กุฎุมพีผู้เจริญที่สุด บังเกิดแล้ว
ในราชตระกูล ในเมือง ชื่อว่ากุกกุฏวดี ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย เป็นผู้ชื่อว่า มหากัปปินราชา ได้เป็นแล้ว ฯ
เสสา อมจฺจกุเลสุ นิพฺพตฺตึสุ; เชฏฺฐกกุฏุมฺพิกสฺส ภริยา มทฺทรฏฺเฐ สาคลนคเร ราชกุเล นิพฺพตฺติ, อโนชปุปฺผวณฺณเมวสฺสา สรีรํ อโหสิ. “อโนชาเตฺววสฺสา นามํ กรึสุ,
อ. กุฎุมพี ท. ผู้เหลือ บังเกิดแล้ว ในตระกูลแห่งอำมาตย์ท. อ. ภรรยา ของกุฎุมพีผู้เจริญที่สุด บังเกิดแล้ว ในราชตระกูล
ในเมืองชื่อว่าสาคละ ในแว่นแคว้นชื่อว่ามัททะ, อ.พระสรีระ ของพระธิดานั้น เป็นพระสรีระมีวรรณะเพียงดังวรรณะ
แห่งดอกอังกาบ นั่นเทียว ได้เป็นแล้ว ฯ (อ. พระญาติ ท.) ทรงกระทำแล้ว (ซึ่งคำ) ว่า อ.อโนชา ดังนี้นั่นเทียว
ให้เป็นพระนาม ของพระธิดานั้น ฯ
สา วยปฺปตฺตา กปฺปินรญฺโญ เคหํ คนฺตฺวา อโนชาเทวี นาม อโหสิ, เสสิตฺถิโยปิ อมจฺจกุเลสุ เต สพฺเพปิ รญฺโญ สมฺปตฺติสทิสํ สมฺปตฺตึ อนุภวึสุ.
อ. พระธิดานั้น ทรงถึงแล้วซึ่งวัย เสด็จไปแล้ว สู่วัง ของพระราชาพระนามว่ามหากัปปินะ เป็นผู้ทรงพระนามว่าอโนชาเทวี ได้เป็นแล้ว, แม้ อ. หญิงผู้เหลือ ท. บังเกิดแล้ว ในตระกูลแห่งอำมาตย์ ท. ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ได้ไปแล้ว สู่เรือน ท. ของบุตร
ของอำมาตย์ ท. เหล่านั้นนั่นเทียว ฯ อ. ชน ท. เหล่านั้น แม้ทั้งปวง เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติ อันเช่นกับด้วยสมบัติ ของพระราชา ฯ
ยทา ราชา สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิโต หตฺถึ อภิรุหิตฺวา วิจรติ; ตทา เตปิ ตเถว วิจรนฺติ. ตสฺมึ อสฺเสน วา รเถน วาวิจรนฺเต, เตปิ ตเถว วิจรนฺติ. เอวํ เต เอกโต หุตฺวา กตานํ ปุญฺญานํ อานุภาเวน เอกโตว สมฺปตฺตึ อนุภวึสุ.
ในกาลใด อ. พระราชา ทรงประดับเฉพาะแล้ว ด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวง เสด็จขึ้นเฉพาะแล้ว สู่ช้าง ย่อมเสด็จเที่ยวไป ; ในกาลนั้น อ. ชน ท. แม้เหล่านั้น ย่อมเที่ยวไป อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ ครั้นเมื่อพระราชานั้น เสด็จเที่ยวไปอยู่ ด้วยม้าหรือ
หรือว่าด้วยรถ, อ. ชน ท. แม้เหล่านั้น ย่อมเที่ยวไป อย่างนั้นนั่นเทียว ฯ อ. ชน ท. เหล่านั้น เสวยแล้ว ซึ่งสมบัติ โดยความเป็นอันเดียวกันเทียว ด้วยอานุภาพ แห่งบุญ ท. (อันตน) เป็นโดยความเป็นอันเดียวกัน กระทำแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
รญฺโญ ปน “ พโล พลวาหโน ปุปฺโผ ปุปฺผวาหโน สุปตฺโตติ ปญฺจ อสฺสา โหนฺติ.
ก็ อ. ม้า ท. ๕ คือ อ. ม้าชื่อว่าพละ อ. ม้าชื่อว่าพลวาหนะ อ. ม้าชื่อว่าปุปผะ อ. ม้าชื่อว่าปุปผวาหนะ อ. ม้า ชื่อว่า สุปัตตะ ของพระราชา มีอยู่ ฯ
ราชา เตสุ สุปตฺตํ สยํ อาโรหติ. อิตเร จตฺตาโร อสฺสาโรหานํ สาสนาหรณตฺถาย อทาสิ. ราชา เต ปาโตว โภเชตฺวา “คจฺฉถ, เทฺว วา ตีณิ วา โยชนานิ อาหิณฺฑิตฺวา พุทฺธสฺส วา ธมฺมสฺส วา สงฺฆสฺส วา อุปฺปนฺนภาวํ ญตฺวา มยฺหํ สุขสาสนํ อาหรถาติ เปเสสิ. เต จตูหิ ทฺวาเรหิ นิกฺขมิตฺวา เทฺว ตีณิ โอกยชนานิ อาหิณฺฑิตฺวา สาสนํ
อลภิตฺวา ปจฺจาคจฺฉนฺติ.
อ. พระราชา ย่อมเสด็จขึ้น ในม้า ท. ๕ เหล่านั้นหนา สู่ม้าชื่อว่าสุปัตตะ เอง ฯ (อ.พระราชา) ได้พระราชทานแล้ว (ซึ่งม้า ท.) ๔ เหล่านอกนี้ (แก่ชน ท.) ผู้ขึ้นสู่ม้า เพื่อประโยชน์แก่อันนำมาซึ่งข่าวสาส์น ฯ อ. พระราชา ทรงยังชน ท. เหล่านั้น ให้บริโภคแล้ว ในเวลาเช้าเทียว ทรงส่งไปแล้ว (ด้วยพระดำรัส) ว่า อ. เจ้า ท. จงไป, อ. เจ้า ท. เที่ยวไปแล้ว ตลอดโยชน์ ท. ๒ หรือ หรือว่า ๓ รู้แล้ว ซึ่งความที่แห่งพระพุทธเจ้าหรือ หรือว่าแห่งพระธรรม หรือว่าแห่งพระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว จงนำมา ซึ่งข่าวสาส์นอันนำมาซึ่งความสบาย แก่เรา ดังนี้ ฯ อ. ชน ท. เหล่านั้น ออกไปแล้ว โดยประตู ท. ๔ เที่ยวไปแล้ว ตลอดโยชน์ ท. สอง สาม ไม่ได้แล้ว ซึ่งข่าวสาส์น ย่อมกลับมา ฯ *จบ ก. ๔*
อเถกทิวสํ ราชา สุปตฺตํ นาม อสฺสมารุยฺห อมจฺจสหสฺสปริวุโต อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต กิลนฺตรูเป ปฺจสตมตฺเต วาณิชเก นครํ ปวิสนฺเต ทิสฺวา “อิเม อทฺธานกิลนฺตา, อทฺธา อิเมสํ สนฺติกา เอกํ ภทฺทกํ สาสนํ โสสฺสามีติ เต ปกฺโกสาเปตฺวา “กุโต อาคจฺฉถาติ ปุจฺฉิ.
ครั้งนั้น ในวันหนึ่ง อ. พระราชา เสด็จขึ้นแล้ว สู่ม้า ชื่อว่าสุปัตตะ ผู้อันพันแห่งอำมาตย์ แวดล้อมแล้ว เสด็จไปอยู่ สู่พระอุทยาน ทรงเห็นแล้ว ซึ่งพ่อค้า ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ผู้มีรูปของบุคคลผู้เหน็ดเหนื่อยแล้ว ผู้เข้าไปอยู่ สู่พระนคร (ทรงดำริแล้ว) ว่า อ. พ่อค้า ท. เหล่านี้ เป็นผู้เหน็ดเหนื่อยแล้วในหนทางไกล (ย่อมเป็น), อ. เรา จักได้ ซึ่งข่าวสาส์น อันเจริอย่างหนึ่ง จากสำนัก ของพ่อค้า ท. เหล่านี้ แน่แท้ ดังนี้ ทรงยังบุคคลให้ร้องเรียกแล้ว ซึ่งพ่อค้า ท. เหล่านั้น ตรัสถามแล้ว ว่า อ. ท่าน ท. ย่อมมา จากเมืองไหน ดังนี้ ฯ
“อตฺถิ เทว อิโต วีสติโยชนสตมตฺถเก สาวตฺถี นาม นครํ, ตโต อาคจฺฉามาติ. “อตฺถิ ปน โว เทเส กิญฺจิ สาสนํ อุปฺปนฺนนฺติ. “เทว อญฺญํ กิญฺจิ นตฺถิ, สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปน อุปฺปนฺโนติ
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. เมือง ชื่อว่าสาวัตถี มีอยู่ ในที่สุดแห่งร้อยแห่งโยชน์ ๒๐ แต่พระนครนี้, อ. ข้าพระองค์ ท.ย่อมมา จากเมืองชื่อว่าสาวัตถีนั้น ดังนี้ ฯ (อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว) ว่า ก็ อ. ข่าวสาส์น อะไร ๆ อันเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศ ของท่าน ท. มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ (อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. ข่าวสาส์น อะไร ๆ อื่น ย่อมไม่มี, แต่ว่า อ. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ดังนี้ ฯ
ราชา ตาวเทว ปญจวณฺณา วีตินาเมตฺวา ตาตา กึ วเทถาติ ปุจฉิ พุทฺโธ เทว อุปฺปนฺโนติ
อ. พระราชา ทรงมีพระสรีระ อันปีติ มีวรรณะ๕ ถูกต้องแล้ว ในขณะนั้นนั่นเทียว ไม่ทรงอาจอยู่ เพื่ออันทรงกำหนด ซึ่งคำอะไร ๆ ทรงยังกาลครู่หนึ่ง ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ท่าน ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอะไร ดังนี้ ฯ
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ดังนี้ ฯ
กึ วเทถ ตาตา สตสหสฺสํ โว ทมฺมีตี วตฺวา อปรํปิ กิญฺจิ วุตฺเต, “ตาตา สตสหสฺสํ โว ทมฺมีติ วตฺวา “อปรํปิ กิญฺจิ สาสนํ อตฺถิ ตาตาติ ปุจฺฉิ.
อ. พระราชา (ทรงยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว อย่างนั้นนั่นเทียว แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. เจ้า ท. ย่อมกล่าว ซึ่งคำอะไร ดังนี้ ในวาระที่ ๔ , (ครั้นเมื่อคำ) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว ดังนี้ (อันพ่อค้า ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว, ตรัสแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. เรา ย่อมให้ ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ แก่ท่าน ท. ดังนี้ ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. ข่าวสาส์น อะไร ๆ แม้อื่นอีก มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ
“อตฺถิ เทว, ธมฺโม อุปฺปนฺโนติ. ราชา ตํปิ สุตฺวา ปุริมนเยเนว ตโย วาเร วีตินาเมตฺวา,
(อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. ข่าวสาส์น แม้อื่นอีก) มีอยู่, อ.พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ฯ อ. พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งคำแม้นั้น (ทรงยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว สิ้นวาระ ท. ๓ ตามนัยมีในก่อนนั่นเทียว,
จตุตฺถวาเร “ธมฺโมติ ปเท วุตฺเต, “อิธาปิ โว สตสหสฺสํ ทมฺมีติ วตฺวา “อปรํปิ สาสนํ อตฺถิ ตาตาติ ปุจฺฉิ. “อตฺถิ เทว, สงฺฆรตนํ อุปฺปนฺนนฺติ.
ครั้นเมื่อบท ว่า อ. พระธรรม ดังนี้ (อันพ่อค้า ท. เหล่านั้น) กราบทูลแล้ว ในวาระที่ ๔, ตรัสแล้ว ว่า อ. เรา ย่อมให้ ซึ่งแสน
แห่งทรัพย์ ในเพราะบทแม้นี้ แก่ท่าน ท. ดังนี้ ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ. ข่าวสาส์น แม้อื่นอีก มีอยู่หรือ ดังนี้ ฯ (อ. พ่อค้า ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ (อ. ข่าวาสาส์น แม้อื่นอีก) มีอยู่, อ. รัตนะคือพระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ฯ
ราชา ตํปิ สุตฺวา ตเถว ตโย วาเร วีตินาเมตฺวา, จตุตฺถวาเร “สงฺโฆติ ปเท วุตฺเต, “อิธาปิ โว สตสหสฺสํ ทมฺมีติ วตฺวา อมจฺจสหสฺสํ โอโลเกตฺวา “ตาตา กึ กริสฺสถาติ ปุจฺฉิ.
อ. พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งคำแม้นั้น (ทรงยังกาล) ให้น้อมไปล่วงวิเศษแล้ว สิ้นวาระ ท. ๓ อย่างนั้นนั่นเทียว, ครั้นเมื่อบท ว่า อ. พระสงฆ์ ดังนี้ (อันพ่อค้า ท. เหล่านั้น)กราบทูล แล้ว ในวาระที่ ๔, ตรัสแล้ว ว่า อ. เรา ย่อมให้ ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ แก่ท่าน ท. ในเพราะบท แม้นี้ ดังนี้ ทรงแลดูแล้ว ซึ่งพันแห่งอำมาตย์ ตรัสถามแล้ว ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.ท่าน ท. จักกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ
“เทว กึ กริสฺสถาติ. “อหํ ตาตา `พุทฺโธ อุปฺปนฺโน, ธมฺโม อุปฺปนฺโน, สงฺโฆ อุปฺปนฺโนติ สุตฺวา น ปุน นิวตฺติสฺสามิ, สตฺถารํ อุทฺทิสฺส คนฺตฺวา ตสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ. “มยํปิ เทว ตุมฺเหหิ สทฺธึ ปพฺพชิสฺสามาติ.
(อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. พระองค์ ท. จักทรง กระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ
อ. พระราชา ตรัสแล้ว) ว่า ดูก่อนพ่อ ท. อ.เรา ฟังแล้ว ว่า อ. พระพุทธเจ้า เสด็จ อุบัติแล้ว, อ. พระธรรม เกิดขึ้นแล้ว, อ. พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ จักไม่กลับ อีก, อ. เรา เจาะจง ซึ่งพระศาสดา ไปแล้ว จักบวช ในสำนัก ของพระศาสดาพระองค์นั้น ดังนี้ ฯ (อ. อำมาตย์ ท. เหล่านั้น กราบทูลแล้ว) ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แม้ อ.ข้าพระองค์ ท. จักบวช กับ ด้วยพระองค์ ท. ดังนี้ ฯ
ราชา สุวณฺณปฏฺเฏ อกฺขรานิ ลิขาเปตฺวา วาณิชเก อาห “อโนชา นาม เทวี ตุมฺหากํ ตีณิ สตสหสฺสานิ ทสฺสติ; เอวญฺจ ปน วเทยฺยาถ รญฺญา กิร เต อิสฺสริยํ วิสฺสฏฺฐํ, ยถาสุขํ สมฺปตฺตึ ภุญฺชาหีติ; สเจ ปน โว `ราชา กหนฺติ
ปุจฺฉิสฺสติ, `สตฺถารํ อุทฺทิสฺส ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา คโตติ อาโรเจยฺยาถาติ.
อ.พระราชา ทรงยังบุคคล ให้เขียนแล้ว ซึ่งอักษร ท. ในแผ่นแห่งทอง ตรัสแล้ว กะพ่อค้า ท. ว่า อ. พระเทวี พระนามว่าอโนชา จักพระราชทาน ซึ่งแสนแห่งทรัพย์ ท. ๓ แก่ท่าน ท. ก็ แล อ. ท่าน ท. พึงกราบทูล อย่างนี้ ว่า ได้ยินว่า อ. ความเป็นใหญ่ อันพระราชา ทรงสละแล้ว แก่พระองค์, อ. พระองค์ จงเสวย ซึ่งสมบัติตาม ความสบาย ดังนี้ ; ก็ ถ้าว่า อ. พระเทวี จักถาม ซึ่งท่าน ท. ว่า อ. พระราชา (เสด็จไปแล้ว) ณ ที่ไหน ดังนี้, อ. ท่าน ท. พึงกราบทูล ว่า (อ. พระราชา) ตรัสแล้ว ว่า อ. เรา จักบวช เจาะจง ซึ่งพระศาสดา ดังนี้ เสด็จไป แล้ว ดังนี้ ดังนี้ ฯ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น